#echo banner="" พุทธประวัติ โปรดนางปฏาจารา

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พุทธประวัติ ตอน

โปรดนางปฏาจารา

โพสท์ในพันธุ์ทิพย์ กระทู้ที่ K1524178 [ศาสนา-ปรัชญา] โดยคุณ : พลวัฒน์  วันที่ 26 พฤษภาคม 2545

ปฏาจาราเป็นธิดาเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี  เมื่อรุ่นสาวได้ร่วมรักกับคนใช้ของตน โดยที่มารดาบิดามิได้ทราบระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย ต่อมาชายหนุ่มผู้หนึ่งที่มีศักดิ์ตระกูลเสมอกันมาขอนาง  มารดาบิดาของนางยกให้ กำหนดวันวิวาห์แล้ว  นางจึงบอกแก่คนใช้ซึ่งเป็นคนรักของนางว่า  หากนางเข้าสู่พิธีวิวาห์แล้ว เขาไม่อาจพบนางได้อีก  ไม่ว่าในกรณีไรๆ  เพราะฉะนั้น  หากว่ารักนางจริงก็ขอให้พานางหนีไปอยู่ที่อื่นเสียก่อนวันวิวาห์

บุรุษนั้นรับทำตามคำของนาง นัดหมายกันแล้ว วันรุ่งขึ้น  เขาไปคอยอยู่แต่เช้าตรู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง ปฏาจาราปลอมตัวเป็นทาสี นุ่งผ้าปอนๆเอารำทาตัว  สยายผมถือหม้อน้ำรวมไปกับพวกทาสี  ไปยังที่นัดหมายแล้ว พากันหนีไปอยู่ ณ บ้านป่าแห่งหนึ่ง  อยู่ร่วมกันอย่างสามีภรรยา สามีไถนาในป่า เก็บผักหักฟืน  ส่วนภรรยาตักน้ำตำข้าวและหุงต้มเป็นต้น  ต่อมานางมีครรภ์ เมื่อท้องแก่จะคลอด  นางขอร้องสามีให้นำกลับไปบ้านเดิม  เพื่อคลอดบุตร เพราะที่บ้านป่าไม่มีญาติพี่น้อง  หรือใครๆที่จะช่วยเหลือในการคลอดได้  แต่สามีไม่ยอมไปเพราะกลัวพ่อตา แม่ยาย จะทำร้าย หรือฆ่าให้ถึงตาย

นางอ้อนวอนแล้วๆ เล่าๆ แต่ไม่มีผล

วันหนึ่งเมื่อสามีออกไปทำงานในป่า นางสั่งเพื่อนบ้านว่า  หากสามีกลับมาถามถึงนาง ขอให้บอกว่านางกลับไปคลอดที่บ้านเดิม  ดังนี้แล้ว ออกจากบ้านป่ามุ่งหน้าสู่นครสาวัตถี สามีกลับจากป่าทราบความเข้า จึงรีบออกติดตามมุ่งหมายจะเอาตัวกลับ มาทันเข้าระหว่างทาง อ้อนวอนให้นางกลับสู่บ้านป่าแต่นางหายอมไม่ ยืนยันจะไปคลอดที่บ้านอย่างเดียวขณะนั้นลมกัมมัชวาตเกิดขึ้น  นางปวดท้องจะคลอดจึงเข้าไปบังพุ่มไม้แห่งหนึ่ง  นอนกลิ้งเกลือกอยู่กับพื้นดินคลอดได้โดยยาก แต่ก็คลอดจนได้ เมื่อคลอดแล้วสองสามีภรรยาจึงพากันกลับยังบ้านป่าดังเดิม

ต่อมานางตั้งครรภ์อีก  จึงบอกสามีโดยนัยก่อนและหนีออกจากบ้านเมื่อสามีไม่อยู่ สามีมาตามทันเข้าอ้อนวอนให้กลับ นางก็ไม่ยอมกลับ ขณะที่ทั้งสองกำลังโต้เถียงกันอยู่  ฝนตั้งเค้าขึ้นมาพร้อมๆกับที่นางปวดครรภ์ จะคลอด  นางบอกความนั้นแก่สามี ขอให้ทำที่สักแห่งหนึ่งที่พอบังฝนได้  ฝ่ายสามีถือมีดเข้าไปยังพุ่มไม้ที่จอมปลวกแห่งหนึ่ง  จึงเริ่มตัดไม้  อสรพิษมีพิษร้ายแรงตัวหนึ่งเลื้อยออกมาจากจอมปลวกกัดเขา  สรีระของเขาเขียวขึ้นเพราะพิษงูแล่นไปทั่ว  เสมือนไฟเกิดขึ้นภายในกาย  แล้วเผาไหม้อยู่เขาล้มลงตาย ณ ที่นั้นเอง

ฝ่ายปฏาจารา ประสบทุกข์อย่างหนัก ฝนเริ่มเทลงมาอย่างแรง  นางมองดูทางมาของสามีก็ไม่เห็น ได้คลอดบุตรตรงนั้นนั่นเอง  เด็กทั้งสองไม่อาจต้านทานกำลังลมและฝนได้จึงร้องไห้ลั่นออกมา  นางหมดปัญญาที่จะทำอย่างอื่นจึงเอาเข่าและมือทั้งสองยันลงกับพื้น คล่อมบุตรทั้งสองไว้ตลอดคืน  ราตรีล่วงไปด้วยความยากลำบากของนางเป็นอย่างยิ่ง ร่างกายของนางซีดเหลืองไม่มีโลหิต  เสมือนใบไม้เหลืองเมื่ออรุณขึ้น  นางกำหนดทางที่สามีเดินไปเมื่อเย็นวาน แล้วอุ้มบุตรคนหนึ่ง จูงคนหนึ่งเดินไปตามทางนั้น เห็นสามีนอนตายอยู่ข้างจอมปลวก  นางเสียใจอย่างใหญ่หลวง รำพันว่า"เพราะเราแท้ๆ  สามีจึงตายอย่างนี้" นางเดินทางมาถึงลำน้ำอจิรวดี  ซึ่งขณะนั้นน้ำเต็มเปี่ยมลึกแค่อกของนาง นางจึงไม่สามารถนำบุตรทั้งสองข้ามไปพร้อมกันได้  จึงให้บุตรคนโตรออยู่ก่อน พาบุตรคนเล็กเพิ่งคลอดเมื่อคืนนี้ข้ามไปก่อน  วางไว้บนฝั่งแล้วกลับมาเพื่อรับบุตรคนโต  ขณะที่นางมาถึงกลางแม่น้ำ เหยี่ยวใหญ่ตัวหนึ่งบินมา  เข้าใจในบุตรคนเล็กของนางว่าเป็นชิ้นเนื้อจึงโฉบลงมา นางซึ่งหันรีหันขวางอยู่กลางแม่น้ำเพราะเป็นห่วงบุตรคนเล็ก  ได้เห็นดังนั้นจึงส่งเสียงไล่นก แต่นกไม่ได้ยิน  ฝ่ายบุตรคนโต ยืนอยู่รอแม่อยู่ฝั่งนี้  ได้ยินเสียงแม่และเห็นแม่ยกมือทั้งสองขึ้น  เข้าใจว่าเรียกตนจึงกระโดดลงน้ำ -  น้ำซึ่งกำลังไหลเชี่ยวได้พัดเด็กน้อยจมลงทันที

ปฏาจาราต้องสูญเสียบุตรทั้งสอง ในเวลาเดียวกัน  นางขึ้นจากแม่น้ำร้องไห้รำพันไปว่า " สามีของเราตายในทางเปลี่ยว บุตรคนหนึ่งถูกเหยี่ยวเฉี่ยวไป  คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป…." นางพบชายคนหนึ่งเดินสวนทางมา จึงถามถึงมารดาบิดาในเมืองสาวัตถี  ชายนั้นตอบว่า เมื่อคืนนี้ฝนตกหนักท่านทราบมิใช่หรือ  ปฏาจาราตอบว่า ทราบ แต่ฝนนั้นตกเพื่อนางคนเดียว คือเพื่อลงโทษนางคนเดียว  ชายนั้นบอกให้ทราบว่า เมื่อคืนนี้เรือนของเศรษฐีพังทับคนทั้ง ๓  ถึงตาย  คือเศรษฐี ภรรยา และบุตรชายคนหนึ่ง คนทั้ง ๓  กำลังถูกเผาที่เชิงตะกอนเดียวกัน ควันยังปรากฏให้เห็นอยู่

ปฏาจาราได้ทราบความนั้น ตลึงงัน  ไม่รู้สึกแม้ความที่ผ้านุ่งหลุดลุ่ยออกจากตัว  ร้องไห้รำพัน บ่นเพ้อ เซซวน ไปว่า "บุตร ๒ คนตายเสียแล้ว  สามีก็ตายในทางเปลี่ยว  มารดาบิดาและพี่ชายก็ถูกเผาบนเชิงตะกอนเดียวกัน"

คนทั้งหลาย เห็นอาการของนางแล้ว พูดกันว่า " ผู้หญิงบ้า " จึงเอาหยากเยื่อและฝุ่นโปรยลงบนศรีษะ ขว้างปาด้วยก้อนดิน ขณะนั้น พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับแสดงธรรมอยู่ ท่ามกลางพุทธบริษัท ณ เชตวันมหาวิหาร  ทอดพระเนตรเห็นนางปฏาจาราผู้ได้บำเพ็ญบารมีมาสิ้นแสนกัปป์  มีอภินิหารเต็มเปี่ยมแล้ว กำลังเดินมา

ทราบว่าปฏาจาราเห็นพระเถระผู้ทรงวินัยรูปหนึ่งซึ่งพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ จึงทำความดีปรารถนาว่า  " ขอให้หม่อมฉัน  ได้ตำแหน่งเอตทัคคะทางทรงวินัยในศาสนาของพระพุทธเจ้าในอนาคต "  พระปทุมุตตรพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า  จักได้ตำแหน่งนั้นในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้า

พระโคดมพุทธเจ้า ทอดพระเนตรเห็นนาง ผู้มีบุญอันทำไว้แล้ว  มีอภินิหารอันทำไว้แล้ว กำลังเดินมาเช่นนั้น ทรงดำริว่า  " เว้นเราเสีย ผู้อื่นซึ่งจะเป็นที่พึ่งของนางได้ไม่มี "  จึงทรงบันดาลให้นางมุ่งหน้าสู่วิหารเชตวัน พุทธบริษัทเห็นนางแล้วกล่าวกันว่า อย่าให้หญิงบ้าเข้ามา แต่พระศาสดาตรัสว่า อย่าห้ามเธอเลย จงให้เธอเข้ามาเถิด  เราจักเป็นที่พึ่งของนาง

เมื่อนางเข้ามาใกล้แล้ว พระศาสดาตรัสว่า " น้องหญิงจงได้สติเถิด  " ด้วยพระพุทธานุภาพนั้นเอง นางกลับได้สติแล้ว  กำหนดได้ว่าตนมิได้นุ่งผ้า  จึงมีอาการขวยเขิน นั่งกระโหย่งเพื่อซ่อนเร้นอวัยวะอันพึงละอาย ชายคนหนึ่งโยนผ้าห่มไปให้ นางนุ่งแล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดา  ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์แทบพระบาททั้งสอง ทูลว่า " ขอได้โปรดเป็นที่พึ่งของหม่อมฉันด้วยเถิดพระเจ้าข้า เหยี่ยวเฉี่ยวบุตรคนหนึ่งไป คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป  สามีตายในทางเปลี่ยว  มารดาบิดาและพี่ชายถูกเรือนทับตาย "

พระศาสดาทรงปลอบนางว่า " ปฏาจารา! บัดนี้เธอได้มาอยู่เฉพาะหน้า ของผู้อันจะเป็นที่พึ่งของเธอได้แล้ว อย่าคิดอะไรมาก  อย่าเสียใจเลย เธอจะได้สิ่งอันยิ่งใหญ่อื่นมาชดเชยสิ่งที่สูญเสียไป  ปฏาจาราเอ๋ย !  น้ำตาของคนที่ร้องไห้เพราะสูญเสียปิยชนมีบุตรเป็นต้น ในสงสารอันยาวนานนี้มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔  เมื่อเป็นเช่นนี้  เหตุไร เธอจึงประมาทอยู่เล่า "

เมื่อพระศาสดาตรัส อนมตัคคปริยายนี้อยู่  ความโศกของนางได้เบาบางลง พระศาสดาทรงทราบความนั้น แล้วตรัสต่อไปว่า

" ปฏาจารา ปิยชนมีบุตรเป็นต้น ไม่สามารถต้านทาน หรือป้องกันบุคคลผู้ไปสู่ปรโลกได้ บุตรเป็นต้นนั้น  แม้มีก็เหมือนไม่มี  บัณฑิตทราบดังนี้แล้ว รีบเร่งชำระศีลให้บริสุทธิ์  ทำทางไปสู่พระนิพพานของตน "

เมื่อจบเทสนา ปฏาจาราได้บรรลุโสดาปัตติผล  คนอื่นๆก็ได้รับประโยชน์จากพระธรรมเทสนานี้มาก….