#echo banner="" อัมพชาดก/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

อัมพชาดก

ว่าด้วยหญิงขโมยมะม่วง

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ พระเถระผู้เฝ้ามะม่วงรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้

ได้ยินว่า พระเถระนั้นบวชเมื่อภายแก่ สร้างบรรณศาลาอยู่ในสวนมะม่วงท้ายพระเชตวัน ดูแลรักษามะม่วง เคี้ยวกินมะม่วงสุกที่หล่นอยู่ พระเถระนั้นย่อมให้มะม่วงสุกเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องกับตน เมื่อพระเถระนั้น เข้าไปภิกขาจาร คนลักมะม่วงก็ทำผลมะม่วงให้หล่นแล้วกินและถือเอาไป ขณะนั้น ธิดาของเศรษฐี ๔ คน อาบน้ำในแม่น้ำอจิรวดี แล้วเที่ยวไป จึงเข้าไปยังสวนมะม่วงนั้น พระแก่มาเห็นธิดาเศรษฐีเหล่านั้นจึงกล่าวว่า พวกเจ้ากินมะม่วงของเรา

ธิดาเศรษฐีเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกดิฉันเพิ่งมา ไม่ได้กินมะม่วงของท่าน

พระแก่กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าจงสบถ

ธิดาเศรษฐีเหล่านั้น รับคำว่า จะกระทำสบถ เจ้าข้า แล้วพากันกระทำสบถ พระแก่ให้ธิดาเศรษฐีเหล่านั้นทำสบถให้ได้อาย แล้วจึงปล่อยตัวไป

ภิกษุทั้งหลายได้ฟังการกระทำนั้นของพระแก่รูปนั้น จึงสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่าพระแก่รูปโน้น ให้ธิดาเศรษฐีผู้เข้าไปยังสวนมะม่วงอันเป็นที่อยู่ของตนกระทำสบถ ทำให้ได้อายแล้วปล่อยไป พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่ชาตินี้เท่านั้น แม้ชาติก่อน พระแก่นี้ได้เป็นผู้เฝ้ามะม่วง ยังธิดาเศรษฐีเหล่านี้ให้ทำการสบถ ทำให้ได้อายแล้วปล่อยไป แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้:

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงครองความเป็นท้าวสักกเทวราช ในกาลนั้น ชฎิลโกงผู้หนึ่งเข้าไปอาศัยนครพาราณสี สร้างบรรณศาลา ในสวนมะม่วง ณ ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ รักษามะม่วงอยู่ กินผลมะม่วงสุกที่หล่น ให้เฉพาะแก่คนที่เกี่ยวข้องกัน เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ มีประการต่าง ๆ อยู่

ในกาลนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่า ใครหนอบำรุงบิดามารดา ใครหนอประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้เจริญที่สุดในสกุล ใครให้ทานรักษาศีล กระทำอุโบสถกรรม ใครบวชแล้วขวนขวายในสมณธรรมอยู่ ใครประพฤติอนาจาร จึงทรงตรวจดูชาวโลก ทรงเห็นชฎิลโกงผู้เฝ้ามะม่วงผู้นี้ไม่มีอาจาระ จึงทรงดำริว่า ชฎิลโกงผู้นี้ละทิ้งสมณธรรมของตนมีบริกรรมกสิณเป็นต้น รักษาสวนมะม่วงอยู่ เราจักทำเขาให้สังเวชสลดใจ

ดังนั้น ในเวลาที่ชฎิลโกงนั้นเข้าไปภิกขาจารยังบ้าน จึงบันดาลมะม่วงทั้งหลายให้ล้มลงด้วยอานุภาพ ของพระองค์ ทรงทำให้เสมือนหนึ่งถูกพวกโจรปล้น ในคราวนั้น ธิดาเศรษฐี ๔ คน จากนครพาราณสี เข้าไปยังสวนมะม่วงนั้น ชฎิลโกงเห็นธิดาเศรษฐีเหล่านั้นจึงอ้างเอาว่า พวกท่านบริโภคมะม่วงของเรา

ธิดาเศรษฐีเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกฉันเพิ่งมาเดี๋ยวนี้เอง พวกดิฉันไม่ได้กินมะม่วงของท่าน

ชฎิลโกงพูดว่า ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงสบถ

ธิดาเศรษฐีเหล่านั้นถามว่า ถ้าพวกดิฉันสบถแล้วจักไปได้กระมัง ?

ชฎิลโกงกล่าวว่า เออ สบถแล้ว จักได้ไป

ธิดาเศรษฐีเหล่านั้นพากันรับคำว่า ดีแล้ว ท่านผู้เจริญ เมื่อธิดาเศรษฐีคนใหญ่จะสบถ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:

[๖๗๔] หญิงคนใด ลักมะม่วงทั้งหลายของท่าน หญิงคนนั้น จงตกอยู่ใต้อำนาจ

ของช่างย้อมผม และผู้เดือดร้อนเพราะแหนบ

ตกอยู่ใต้อำนาจของผัวแก่ผู้ต้องย้อมผมและเดือดร้อนเพราะ ต้องถอนผมหงอกด้วยแหนบ

ดาบสกล่าวว่า เจ้าจงยืนอยู่ในส่วนข้างหนึ่ง แล้วให้ธิดาเศรษฐี คนที่สองกระทำการสบถ ธิดาเศรษฐีคนที่สองนั้น เมื่อจะสบถ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า:

[๖๗๕] หญิงคนใด ลักมะม่วงทั้งหลายของท่าน หญิงคนนั้น ถึงจะมีอายุตั้ง

๒๐ ปี ๒๕ ปี หรือไม่ถึง ๓๐ ปี ตั้งแต่เกิดมา อย่าได้ผัวเช่นนั้นเลย

แม้เป็นผู้มีวัยแก่เช่นนั้นก็อย่าได้ผัวเลย

เมื่อธิดาเศรษฐีคนที่สองแม้นั้นสบถแล้ว ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ธิดาเศรษฐีคนที่สาม จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :

[๖๗๖] หญิงคนใด ลักมะม่วงทั้งหลายของท่าน หญิงคนนั้น ถึงจะกระเสือก

กระสนเที่ยวหาผัว เดินไปสู่หนทางไกลแสนไกลแต่ลำพังคนเดียว ถึง

จะได้นัดแนะกันไว้แล้ว ก็ขออย่าได้พบได้เห็นผัวเลย

คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า หญิงใดลักมะม่วงของท่าน หญิงนั้นเมื่อปรารถนาผัว ชื่อว่าเป็นผู้กระเสือกกระสน เพราะรนไปในสำนักของผัวนั้นโดยลำพังผู้เดียว เดินทางไกลแสนไกล และแม้ครั้นไปถึงแล้วทำการนัดหมายกันว่า ท่านพึงมายังที่โน้น ก็อย่าได้พบเห็นผัวนั้นเลย

เมื่อธิดาเศรษฐีคนที่สามแม้นั้นสบถแล้วยืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง ธิดาเศรษฐีคนที่สี่ จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า:

[๖๗๗] หญิงคนใด ลักมะม่วงทั้งหลายของท่าน หญิงคนนั้น ถึงจะมีที่อยู่สะอาด

ตบแต่งร่างกายทัดทรงดอกไม้ ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์ ก็จงนอนอยู่บน

ที่นอนแต่เพียงคนเดียวเถิด.

ดาบสโกงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายทำการสบถแข็งแรงมาก คนเหล่าอื่นคงจักกินมะม่วงของเรา บัดนี้พวกท่านไปได้ แล้วส่งธิดาเศรษฐีเหล่านั้นไป ท้าวสักกะจึงทรงแสดงรูปารมณ์อันน่ากลัว ทำดาบสโกงให้หนีไปจากที่นั้น

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ชฎิลโกงในครั้งนั้น ได้เป็นพระแก่เฝ้ามะม่วงรูปนี้ ธิดาเศรษฐี ๔ คนในครั้งนั้น ได้เป็นธิดาเศรษฐีเหล่านี้แหละ ส่วนท้าวสักกเทวราชในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล

จบ อัมพชาดก