#echo banner="" จันทกุมารชาดก/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

จันทกุมารชาดก

พระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญขันติบารมี

จันทกุมารชาดก

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภพระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.

เรื่องของพระเทวทัตนั้น รายละเอียดมีอยู่แล้วในสังฆเภทกขันธกะแล้วนั่นแล เรื่องนั้น นับจำเดิมแต่เวลาที่ท่านออกผนวชแล้วตราบเท่าถึงให้ปลงพระชนมชีพของพระเจ้าพิมพิสาร พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในที่นั้นนั่นเอง

ฝ่ายพระเทวทัต ครั้นให้ปลงพระชนมชีพพระเจ้าพิมพิสารแล้ว ก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าอชาตศัตรูทูลว่า ดูก่อนมหาราช ความปรารถนาของพระองค์ถึงที่สุด แล้ว ส่วนความปรารถนาของอาตมายังหาถึงที่สุดไม่

พระราชาได้ทรงฟัง ดังนั้นจึงตรัสถามว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ก็ความปรารถนาของท่านเป็นอย่างไร ?

พระเทวทัต ดูก่อนมหาราช เมื่อฆ่าพระทศพลแล้วอาตมาจักเป็นพระพุทธเจ้า มิใช่หรือ ?

พระราชาตรัสถามว่า ก็ในเพราะเรื่องนี้ควรเราจะทำอย่างไรเล่า ?

เทวทัต ดูก่อนมหาราช ควรจะให้นายขมังธนูทั้งหลายประชุมกัน

พระราชา ทรงรับว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ

พระราชาจึงให้ประชุมนายขมังธนูจำพวกที่ยิงไม่ผิดพลาด รวม ๕๐๐ ตระกูล ทรงเลือกจากคนเหล่านั้นไว้ ๓๑ คน ตรัสสั่งว่า พ่อทั้ง หลาย พวกเจ้าจงทำตามคำสั่งของพระเถระ ดังนี้แล้วจึงส่งไปยังสำนักพระเทวทัต

พระเทวทัตเรียกผู้เป็นใหญ่ในบรรดาพวกนายขมังธนูเหล่านั้นมา แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ พระสมณโคดมประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฏ เสด็จจงกรมอยู่ในที่พักกลางวันในที่โน้น ส่วนท่านจงไปในที่นั้น ยิงพระสมณโคดมด้วยลูกศรอาบด้วยยาพิษ ให้สิ้นพระชนมชีพแล้ว จงกลับโดยทางชื่อโน้น

พระเทวทัตนั้น ครั้นส่งนายขมังธนูผู้ใหญ่นั้นไปแล้ว จึงพักนายขมังธนูไว้ในทางนั้น ๒ คน ด้วยสั่งว่า จักมีบุรุษคนหนึ่งเดินทางมาโดยทางที่พวกท่านยืนอยู่ พวกท่านจงปลงชีวิตบุรุษนั้นเสีย แล้วกลับมาโดยทางโน้น

ในทางนั้น พระเทวทัตจึงวางบุรุษไว้สี่คนด้วยสั่งว่า โดยทางที่พวกท่านยืนอยู่ จักมีบุรุษ เดินมา ๒ คน ท่านจงปลงชีวิตบุรุษ ๒ คนนั้นเสีย แล้วกลับมาโดยทางชื่อโน้น

ในทางนั้น พระเทวทัตวางคนไว้ ๘ คน ด้วยสั่งว่า โดยทางที่พวกท่านยืนอยู่ จักมีบุรุษ ๔ คนเดินทางมา พวกท่านจงปลงชีวิตบุรุษทั้ง ๔ คนนั้นเสีย แล้ว กลับโดยทางชื่อโน้น

ในทางนั้น พระเทวทัตวางบุรุษไว้ ๑๖ คน ด้วยสั่งว่า โดยทางที่พวกท่านไปยืนอยู่ จักมีบุรุษเดินมา ๘ คน ท่านจงปลงชีวิตบุรุษทั้ง ๘ คนนั้นเสีย แล้วจงกลับมาโดยทางชื่อโน้น

ถามว่า ก็เพราะเหตุไรพระ เทวทัตจึงทำอย่างนั้น แก้ว่า เพราะปกปิดกรรมชั่วของตน

ลำดับนั้น นายขมังธนูผู้ใหญ่ ขัดดาบแล้วทางข้างซ้าย ผูกแล่งและ ศรไว้ข้างหลังจับธนูใหญ่ทำด้วยเขาแกะ ไปยังสำนักพระตถาคตเจ้า จึงยกธนู ขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจักยิงดังนี้แล้ว จึงผูกสอดลูกศร ฉุดสายมาเพื่อจะยิง แต่ก็ไม่สามารถจะยิงไปได้

พระศาสดาได้ทรงบันดาลให้นายขมังธนูผู้ใหญ่นั้นยืนตัวแข็งอยู่ในท่าน้าวคันธนูนั้นนั่นแหละ นายขมังธนูผู้ใหญ่นั้น เมื่อไม่อาจแม้จะยิงลูกศรไป หรือแม้แต่จะลดคันธนูลง ก็ได้เป็นคนลำบาก เพราะสีข้างทั้งสองเป็นเหมือนจะหักลง น้ำลายก็ไหลนองออกจากปาก ร่างกายทั้งสิ้นเกิดแข็งกระด้าง ได้เป็นเสมือนถึงอาการอันถูกบีบคั้น นายขมังธนูนั้นได้เป็นเหมือนคนที่มองเห็นความตายอยู่เบื้องหน้าแล้วยืนอยู่

ลำดับนั้น พระศาสดา ทรงทอดพระเนตรเห็นดังนั้นแล้ว ทรงเปล่งพระสุรเสียงอันไพเราะ ตรัสปลอบนายขมังธนูว่า พ่อบุรุษผู้โง่เขลาท่านอย่ากลัวเลย จงมาที่นี้เถิด

ในขณะนั้น นายขมังธนูก็สามารถขยับตัว จึงได้ทิ้งอาวุธเสีย กราบลงโดยเอาศีรษะแทบพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้กระทำผิดไปแล้ว โดยที่เป็นคนเขลา คนหลง คนชั่วบาป ข้าพระพุทธเจ้ามิได้รู้จักคุณของพระองค์ จึงได้มาเพื่อจะปลงพระชนมชีพของพระองค์ ตามคำเสี้ยมสอนของพระเทวทัตผู้เป็นอันธพาล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงให้อภัยข้าพระพุทธเจ้า

ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกโทษให้แล้ว นายขมังธนูก็นั่งลง ลำดับนั้น พระศาสดา จึงทรงเทศนาทำให้นายขมังธนูนั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว จากนั้นจึงทรงมีพระดำรัสสอนว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านอย่าเดินทางไปตามทางที่พระเทวทัตชี้ให้ จงไปเสียทางอื่น แล้วส่งนายขมังธนูนั้นไป ก็แล้วครั้นส่งนายขมังธนูไปแล้ว พระองค์ก็เสด็จลงจากที่จงกรมไป ประทับอยู่ ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง

ลำดับนั้น เมื่อนายขมังธนูผู้ใหญ่มิได้กลับมา นายขมังธนูอีก ๒ คน ที่คอยอยู่ก็คิดว่า อย่างไรหนอเขาจึงล่าช้าอยู่ ออกเดินสวนทางไป ครั้นเห็นพระทศพล ก็เข้าไปถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ข้างหนึ่ง พระศาสดา จึงทรงประกาศพระอริยสัจแก่ชนทั้ง ๒ ยังเขาให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วดำรัสสอนว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านอย่าเดินไปทางที่พระเทวทัตบอก จงไปโดยทางนี้ แล้วก็ส่งเขาไป โดยลักษณะเช่นเดียวกันนี้ พระศาสดาได้ทรงประกาศพระอริสัจ ทำให้นายขมังธนูที่เหลือทั้งหมดให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว แล้วก็ทรงส่งไปโดยทางอื่น.อันมิใช่ทางที่พระเทวทัตบอก

ลำดับนั้น นายขมังธนูผู้ใหญ่นั้น กลับมาถึงก่อนก็เข้าไปหาพระเทวทัต กล่าวว่า ข้าแต่พระเทวทัตผู้เจริญ ข้าพเจ้าหาได้อาจปลงพระชนมชีพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ย่อมทรงฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ ทรงอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ส่วนบรรดานายขมังธนูเหล่านั้น รำพึงว่า เราทั้งหมดนั้นอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้รอดชีวิตแล้ว ก็ออกบรรพชาในสำนักพระศาสดา แล้วทรงบรรลุพระอรหัตทุกท่าน

เรื่องนี้ได้ปรากฏในภิกษุสงฆ์ ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ได้ยินว่าพระเทวทัต ได้กระทำความพยายาม เพื่อจะปลงชีวิตชนเป็นอันมาก เพราะจิตก่อเวรในพระตถาคตเจ้าพระองค์เดียว แต่ชนเหล่านั้น อาศัยพระศาสดาได้รอดชีวิตแล้วทั้งสิ้น ฝ่ายพระศาสดาเสด็จออกจากที่บรรทม ได้ทรงสดับถ้อยคำของภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นด้วยพระโสตธาตุอันเป็นทิพย์ เสด็จมายังโรงธรรมสภาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็กระทำความพยายามเพื่อจะฆ่าชนเป็นอันมาก เนื่องเพราะเราผู้เดียว เพราะจิตมีเวรในเรา ดังนี้แล้วได้ทรงนิ่งเสีย เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลวิงวอนจึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล กรุงพาราณสีนี้ ชื่อว่า เมือง ปุปผวดี พระโอรสของพระเจ้าวสวัตดีทรงพระนามว่าเอกราชได้ครองราชสมบัติในเมืองนั้น พระราชโอรสของพระองค์ ทรงพระนามว่า พระจันทกุมาร ได้ดำรงตำแหน่งเป็นอุปราช พราหมณ์ชื่อว่า กัณฑหาละ ได้เป็นปุโรหิต เขาถวายอนุศาสน์ทั้งอรรถและธรรมแด่พระราชา ได้ยินว่า พระราชเมื่อทรงทราบว่ากัณฑหาละเป็นบัณฑิต ก็ทรงให้ดำรงไว้ในหน้าที่ตัดสินอรรถคดี แต่กัณฑหาลพราหมณ์นั้นเป็นคนมีจิตใจฝักใฝ่ในสินบน ครั้นได้รับสินบนแล้ว ก็ตัดสินอย่างไม่เที่ยงธรรม

ครั้นภายหลังวันหนึ่ง มีบุรุษผู้แพ้คดีคนหนึ่งโพนทนาด่าว่าอยู่ในศาลที่วินิจฉัยอรรถคดี ครั้นออกมาภายนอก เห็นพระจันทกุมารจะเสด็จมาสู่ที่เฝ้าพระราชา ก็กราบลงแทบพระบาทแล้วร้องไห้ พระจันทกุมารนั้นถามเขาว่า เรื่องอะไรกัน บุรุษผู้เจริญ

เขาทูลว่า กัณฑหาลนี้ตัดสินเหมือนปล้นเขาในการตัดสินความ เมื่อเขารับสินบนแล้ว เขาก็ทำให้ถึงความพ่ายแพ้ในอรรถคดี พระเจ้าข้า

พระจันทกุมารตรัสปลอบว่า อย่ากลัวไปเลย ดังนี้แล้วก็ทรงพาบุรุษนั้นไปสู่ศาลที่วินิจฉัยอรรถคดี พิจารณาคดีนั้นเสียใหม่ ได้ทรงพิจารณาตัดสินอย่างเที่ยงธรรม มหาชนพากันแซ่ซ้องสาธุการด้วยเสียงอันดัง

พระราชาได้ทรงสดับเสียงนั้นจึงตรัสถามว่า นั่นเสียงอะไร ?

มีผู้ทูลว่า ข้าแต่ สมมติเทพ ได้ยินว่า มีอรรถคดีอันพระจันทกุมารทรงตัดสินแล้วโดยชอบธรรม เสียงนั้นคือเสียงสาธุการของมหาชน เพราะทรงได้ยินดังนั้นพระราชาจึงเกิดปีติ

ครั้นเมื่อพระจันทกุมารเสด็จมาถวายบังคมพระราชบิดาแล้วก็ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสกะท่านว่า แน่ะ พ่อได้ยินว่า เจ้าได้ตัดสินความเรื่องหนึ่งหรือ ?

พระจันทกุมารทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระบาทได้ตัดสินเรื่องหนึ่ง พระเจ้าข้า

พระราชาตรัสว่า ถ้ากระนั้น ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเจ้าคนเดียวจงยังการตัดสินอรรถคดีให้ดำเนินไปเถิด แล้วทรงประทานหน้าที่วินิจฉัยอรรถคดีแก่พระกุมาร ผลประโยชน์ของกัณฑหาลพราหมณ์ย่อมหมดไป เขาก็ผูกอาฆาตทำตัวเป็นผู้เพ่งโทษคอยจะจับผิด พระจันทกุมารตั้งแต่นั้นมา

ส่วนพระราชานั้นเป็นผู้มีปัญญาอ่อน วันหนึ่งเวลาใกล้รุ่ง ได้ทรงสุบินว่า ได้ทอดพระเนตรเห็นดาวดึงส์พิภพ มีซุ้มประตูอันประดับแล้ว มีกำแพงแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ มีวิถีอันแล้วลาดไปด้วยทรายทองกว้างประมาณ ๖๐ โยชน์ ประดับไปด้วยเวชยันตปราสาทสูงพันโยชน์ เป็นที่รื่นรมย์ไปด้วยสวนมีนันทวันเป็นต้น ประกอบด้วยสระโบกขรณีอันน่ายินดี มีนันทโบกขรณีเป็นต้น มีหมู่เทพเกลื่อนกล่น นางเทพอัสปรเป็นอันมากก็ฟ้อนรำขับร้องและประโคมดนตรี ในเวชยันตปราสาท ในดาวดึงส์พิภพนั้น

ครั้นทรงตื่นบรรทมก็ใคร่จะเสด็จไปสู่พิภพนั้น จึงทรงดำริว่า พรุ่งนี้ในเวลาที่อาจารย์กัณฑหาละมาเฝ้า เราจะถามถึงหนทางอันเป็นที่ไปยังเทวโลก แล้วเราจักไปสู่เทวโลกโดยทางที่อาจารย์บอกให้นั้น

พระราชานั้นก็เสด็จสรงสนานแต่เช้าตรู่ ทรงนุ่งห่มภูษา เสวยโภชนาหารอันมีรสเลิศต่าง ๆ ทรงไล้ทาเครื่องหอมแล้วเสด็จประทับนั่ง ส่วนกัณฑหาลพราหมณ์อาบน้ำแต่เช้าตรู่ นุ่งผ้า บริโภคอาหาร ไล้ทาเครื่องหอมแล้ว ไปยังที่บำรุงพระราชา เข้าไปยังพระราชนิเวศน์ แล้วทูลถามถึงพระสำราญในที่พระบรรทม

ลำดับนั้น พระราชาประทานอาสนะแก่กัณฑหาลพราหมณ์นั่นแล้ว จึงทรงถามปัญหาว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเป็นผู้ฉลาดในธรรมวินัย ขอจงบอกทางสวรรค์แก่เรา เหมือนอย่างนรชนทำบุญแล้วไปจากภพนี้สู่สุคติภพ ฉะนั้นเถิด

กัณฑหาลพราหมณ์คิดว่า เวลานี้เป็นเวลาที่จะได้แก้แค้นปัจจามิตรของเรา บัดนี้เราจักกระทำพระจันทกุมารให้ถึงสิ้นชีวิตแล้ว จักทำความปรารถนาของเราให้สำเร็จบริบูรณ์ ครั้งนั้นกัณฑหาลพราหมณ์จึงกราบทูลพระราชาว่า

ดูก่อนมหาราช บุคคลผู้ไปสวรรค์ย่อมให้อติทาน คือทานที่ยิ่งกว่าทานทั้งหลาย ย่อมฆ่าบุคคลอันไม่ควรฆ่า ถ้าท่านปรารถนาจะไปสุคติไซร้ แม้ท่านก็จงทำอย่างนั้นนั่นแล

ลำดับนั้น พระราชา จึงตรัสถามถึงความหมายแห่งปัญหากับกัณฑหาลพราหมณ์นั้น พราหมณ์นั้นจึงทูลแก้ปัญหาแก่พระราชานั้นว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์พึงกระทำพิธียัญ โดยบูชาด้วยพระราชบุตรทั้งหลาย ด้วยพระมเหสีทั้งหลาย ด้วยชาวนิคมทั้งหลาย ด้วยโคอุสภราชทั้งหลาย ด้วยม้าอาชาไนยทั้งหลาย อย่างละ ๔ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์พึงกระทำพิธียัญโดยบูชาด้วยหมวด ๔ แห่งสัตว์ทั้งปวงดังนี้

กัณฑหาลพราหมณ์ทูลให้พระราชาทรงหลงเข้าพระทัยว่า พระราชาทั้งหลายผู้ทรงบูชายัญ เมื่อได้ตัดศีรษะสัตว์ทั้งหลาย มีพระราชบุตรเป็นต้นเหล่านั้นด้วยพระขรรค์รองรับโลหิตจากลำคอด้วยถาดทองคำแล้วทิ้งลงไปในหลุมยัญแล้ว พระองค์ย่อมได้เสด็จไปสู่เทวโลกด้วยพระสรีระกายที่เป็นมนุษย์นั่นเอง คือไม่ต้องรอให้สิ้นพระชนม์ก่อน

ข้าแต่มหาราช อันการให้ทาน มีให้ของกินและเครื่องนุ่งห่มเป็นต้น แก่สมณพราหมณ์ คนยากไร้ คนเดินทาง วณิพกและยาจกนั้น มิได้เป็นอติทานคือทานอันยิ่งกว่าทานทั้งหลายเลย ส่วนการฆ่าบุคคลที่ไม่ควรฆ่า มีบุตรและธิดาเป็นต้น แล้วกระทำยัญบูชาด้วยเลือดในลำคอของคนจำพวกนั้นจึงชื่อว่า อติทาน

กัณฑหาลพราหมณ์นั้น คิดดังนี้ว่า ถ้าเราจักให้พระราชากระทำพิธียัญโดยตัดพระเศียรพระจันทกุมารเพียงคนเดียว คนทั้งหลายจักคิดว่า เพราะเรามีจิตอาฆาต เพราะฉะนั้น เขาจึงรวมพระจันทกุมารเข้าในระหว่างสัตว์อื่น ๆที่ต้องบูชายัญ

ฝ่ายชนชาวพระราชวัง เมื่อได้สดับเรื่องที่พระราชาและกัณฑหาละเหล่านั้น กล่าวอย่างนี้ จึงตกใจกลัว ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังเป็นเสียงเดียวกัน

ฝ่ายพราหมณ์ทูลถามพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช พระองค์กล้าที่จะกระทำยัญบูชานี้หรือ ๆ ไม่กล้า

พระราชาตรัสว่า ดูก่อนอาจารย์ ท่านกลัวอย่างไร เราบูชายัญแล้วจักไปสู่เทวโลก

กัณฑหาลพราหมณ์ทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า บุรุษทั้งหลายเกิดมาเป็นคนขลาด มีอัธยาศัยอ่อนกำลัง ไม่ชื่อว่าเป็นผู้สามารถเพื่อจะบูชายัญได้ ขอพระองค์จงให้ประชุมสัตว์ที่มีลมปราณทั้งปวงไว้ในที่นี้ ข้าพระองค์จักกระทำกรรมในหลุมยัญ

ทูลดังนี้แล้วจึงพาพรรคพวกของตนออกจากพระนครเพื่อไปเตรียมกระทำหลุมยัญ ปราบพื้นให้ราบเรียบสม่ำเสมอ แล้วล้อมรั้วไว้ เพราะเหตุไรจึงต้องล้อมรั้ว? เพราะว่ากัณฑหาลพราหมณ์เกรงว่า สมณะหรือพราหมณ์ผู้ทรงธรรมเมื่อรู้เรื่องเข้าก็จะมาห้ามการกระทำยัญนั้น เพราะเหตุนั้น กัณฑหาลพราหมณ์จึงบอกว่า พราหมณ์ในโบราณกาลได้บัญญัติตั้งไว้ว่า หลุมยัญต้องล้อมรั้วจึงจะเป็นจารีต

ฝ่ายพระราชา ทรงมีรับสั่งให้เรียกราชบุรุษทั้งหลายมาแล้วสั่งว่า ดูก่อนพ่อทั้งหลาย เราฆ่าบุตร ธิดาและภรรยาทั้งหลายของเราบูชายัญแล้ว เราจักไปสู่เทวโลก พวกเจ้าจงไปทูลพระกุมารทั้งหลาย คือพระจันทกุมาร พระสุริยกุมาร พระภัททเสนกุมาร พระสูรกุมาร พระรามโคตตกุมารว่า ขอท่านทั้งหลายจงมาอยู่รวมกันเป็นหมู่เพื่อประโยชน์แก่ยัญ อันจะพึงบูชา

พระ จันทกุมารและพระสุริยกุมารทั้ง ๒ เป็นพระราชบุตรของพระนางโคตมีเทวี พระอัครมเหสี พระภัททเสนกุมาร พระสูรกุมาร พระรามโคตตกุมาร เป็นพระภาดาต่างมารดาของพระจันทกุมารแลพระสุริยกุมารเหล่านั้น

ราชบุรุษเหล่านั้นไปยังตำหนักของพระจันทกุมารก่อนแล้วทูลว่า ดูก่อนพ่อกุมาร ดังได้สดับมาว่าพระราชบิดาของพระองค์ทรงพระประสงค์จะฆ่าพระองค์แล้วจักได้เสด็จไปสู่เทวโลก ทรงสั่งพวกข้าพระองค์มาเพื่อคุมพระองค์ไป

พระจันทกุมารตรัสว่า พระราชานั้นใช้ให้ท่านมาจับเราตามคำของใคร ?

ราชบุรุษเหล่านั้นทูลว่า ตามคำของกัณฑหาลพราหมณ์ พระเจ้าข้า

พระองค์ทรงใช้ให้ท่านมาจับเราคนเดียว หรือว่าให้จับคนอื่นด้วย

พระองค์โปรดให้จับผู้อื่นด้วย ได้ยินว่า พระองค์ทรงใคร่จะบูชายัญด้วยสัตว์ทั้ง ๔ หมวด

พระจันทกุมารคิดว่า กัณฑหาลพราหมณ์นี้มิได้จองเวรกับผู้อื่นเลย เพียงแต่เมื่อไม่ได้โอกาสในการรับสินบนทางวินิจฉัยอรรถคดีก็สร้างเหตุเพื่อฆ่าคนเสียเป็นอันมาก เพียงเพราะมีจิตคิดจองเวรในเราแต่ผู้เดียว เมื่อเราได้ช่องเฝ้าพระราชบิดา ความพ้นภัยของคนทั้งหมดนี้จักเป็นภาระของเราเป็นแน่

ลำดับนั้น พระจันทกุมารจึงตรัสแก่ราชบุรุษว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงทำตามพระราชบัญชาของพระบิดาเถิด

ราชบุรุษเหล่านั้นนำพระจันทกุมารมาแล้วให้ประทับที่พระลานหลวง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง จากนั้นจึงนำพระราชกุมารอื่นอีก ๓ พระองค์มาประทับใกล้ ๆ กันแล้ว ก็ทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่พระสมมติเทพ ข้าพระองค์ได้นำพระราชโอรสทั้งหลายของพระองค์มาแล้ว

พระราชานั้น ได้ ทรงสดับคำของราชบุรุษเหล่านั้นแล้วตรัสว่า เจ้าทั้งหลายจงไปทูลพระกุมารีทั้งหลาย คือพระอุปเสนากุมารี พระโกกิลากุมารี พระมุทิตากุมารี และพระนันทากุมารีว่า ขอท่านหลายจงมาอยู่รวมกันเป็นหมู่เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ.แล้วให้ประทับในที่ใกล้แห่งพระภาดาของเธอ

ราชบุรุษเหล่านั้นไปสู่สำนักพระราชธิดาทั้งหลาย แล้วนำพระธิดาผู้ทรงกรรแสงคร่ำครวญเหล่านั้น ให้มาประทับในที่ใกล้พระภาดา

จากนั้นพระราชาจึงตรัสว่า อนึ่ง เจ้าทั้งหลายจงไปทูลพระนางวิชยา พระนางเอราวดี พระนางเกศินีและพระนางสุนันทา ผู้เป็นมเหสีของเราว่า ขอท่านทั้งหลายจงมาอยู่รวมกันเป็นหมู่ เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ

ราชบุรุษเหล่านั้น ก็นำพระนางทั้ง ๔ ซึ่งปริเทวนาการคร่ำครวญอยู่เหล่านั้นมา ให้ประทับอยู่ในที่ใกล้พระกุมาร

ลำดับนั้นพระราชาจึงทรงให้ราชบุรุษนำเศรษฐีทั้ง ๔ มา โดยตรัสว่า เจ้าทั้งหลายจงไปบอกคฤหบดีทั้งหลายคือ ปุณณมุขคฤหบดี ภัททิยคฤหบดี สิงคาลคฤหบดี และวัฑฒคฤหบดีว่า ขอท่านทั้งหลายจงมาอยู่รวมกันเป็นหมู่ เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ

ราชบุรุษทั้งหลายก็ไปนำคฤหบดีเหล่านั้นมา เมื่อพระราชาให้จับกุม พระกุมาร และพระมเหสีทั้งหลาย ทั่วพระนครไม่มีใคร ๆ ได้กล่าวคำอะไรเลย แต่ตระกูลแห่งเศรษฐีทั้งหลายย่อมมีเครือญาติเกี่ยวพันกันเป็นอันมาก เพราะฉะนั้นในกาลที่เศรษฐีเหล่านั้นถูกจับกุม มหาชนจึงพากันกำเริบขึ้นทั่วพระนคร คนเหล่านั้นพูดกันว่า เราจักไม่ยอมให้พระราชาฆ่าเศรษฐีบูชายัญ แล้วก็พากันแวดล้อมเศรษฐีไว้

ลำดับนั้น เศรษฐีผู้มีหมู่ญาติห้อมล้อมอยู่รอบด้านเหล่านั้นก็ถวายบังคมพระราชาแล้วขอประทานชีวิตของตน

คฤหบดีเหล่านั้น แม้ทูลอ้อนวอนขอชีวิตอยู่อย่างนี้ ก็หาทำให้พระราชาปลดปล่อยพวกตนไปได้ไม่ ราชบุรุษทั้งหลายให้คฤหบดีทั้งหมดนั้นถอยกลับไปแล้ว ก็คุมเอาพวกเขาไปให้นั่งในที่ใกล้พระราชกุมารนั่นแล

ภายหลังพระราชา จึงตรัสเพื่อจะทรงสั่งราชบุรุษเพื่อให้นำสัตว์ทั้งหลายมีช้าง เป็นต้นมา ว่า

เจ้าทั้งหลายจงรีบนำช้างของเรา คือช้างอภยังกร ช้างนาฬาคิรี ช้างอัจจุคคตะ ช้างวรุณทันตะ มาเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ

เจ้าทั้งหลายจงรีบไปนำมาซึ่งม้าอัสดรของเรา คือม้าเกศี ม้าสุรามุข ม้าปุณณมุข ม้าวินัตกะ มาเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ

เจ้าทั้งหลายจงรีบไปนำมาซึ่งโคอุสุภราชของเรา คือโคยูถปติ โคอโนชะ โคนิสภะ โคควัมปติ จงต้อนโคเหล่านั้นทั้งหมด เข้าเป็นหมู่กัน เราจักบูชายัญ จักให้ทาน

อนึ่ง จงตระเตรียมทุกสิ่งให้พร้อม วันพรุ่งนี้ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น เราจักบูชายัญ เจ้าทั้งหลายจงนำเอาพวกกุมารมา เจ้าจงเตรียมไว้ทุกสิ่ง วันพรุ่งนี้เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น เราจะบูชายัญ

ส่วนพระราชมารดาและพระราชบิดาของพระราชานั้น ยังมีพระชนม์อยู่ทั้งสองพระองค์ พวกอำมาตย์จึงไปทูลพระราชมารดาว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระลูกเจ้าของพระองค์ทรงใคร่จะฆ่าพระราชบุตร และพระชายาแล้วบูชายัญ

พระราชมารดาตรัสว่า พ่อเอ๋ย นี่เจ้าพูดอะไรอย่างนี้ แล้วก็ข้อนพระทรวงด้วยพระหัตถ์ กรรแสงคร่ำครวญเสด็จมา ตรัสถามว่า ดูก่อนลูก ได้ยินว่าพ่อจะกระทำยัญบูชาอย่างนี้ จริงหรือ ?

พระราชากราบทูลว่า เมื่อต้องฆ่าจันทกุมาร บุตรแม้ทุกคน หม่อมฉันก็สละ หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลาย แล้วจักไปสู่สุคติสวรรค์

ลำดับนั้น พระราชมารดาตรัสกะพระราชานั้นว่า ลูกเอ๋ย พ่ออย่าเชื่อคำนั้น ข่าวที่ว่า สุคติจะมีเพราะเอาบุตรบูชายัญ ทางนั้นเป็นทางไปนรก ไม่ใช่ทางไปสวรรค์ ดูก่อนลูกโกณฑัญญะ พ่อจงให้ทาน อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงเลย นี่เป็นทางไปสู่สุคติ ทางไปสู่สุคติ ไม่ใช่เพราะเอาบุตรบูชายัญ

พระราชาทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า มตินี้จะเป็นของข้าพระองค์ก็หามิได้ คำกล่าวนี้ คำสั่งสอนนี้ เป็นของกัณฑหาลาจารย์ ผู้ทำให้ข้าพระองค์ได้ศึกษาซึ่งความประพฤติชอบ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จักฆ่าบุตรทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อบูชายัญแล้วด้วยบุตรอันบุคคลทั้งหลายสละได้ยากแล้ว ข้าพระองค์จักไปสู่สวรรค์

ลำดับนั้น พระราชมารดา เมื่อมิอาจจะทำให้พระราชาเชื่อถือพระวาจาของพระองค์ได้ ก็เสด็จหลีกไป พระราชบิดาได้ทรงสดับข่าวนั้นแล้ว ก็เสด็จมาทรงไต่ถามพระเจ้าเอกราชนั้น

พระเจ้าวสวัตดีพระราชบิดาได้ตรัสถามพระราชโอรสของพระองค์นั้นว่า ดูก่อนลูกรัก ทราบว่าพ่อจักบูชายัญด้วยโอรสทั้ง ๔ หรือ ?

พระราชาทูลว่า เมื่อต้องฆ่าจันทกุมาร บุตรแม้ทุกคน หม่อมฉันก็สละได้ หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายแล้ว จักไปสู่สุคติสวรรค์

ลำดับนั้น พระราชบิดาตรัสว่า ลูกเอ๋ย พ่อจงอย่าเชื่อคำนั้น ข่าวที่ว่าสุคติจะมีเพราะฆ่าบุตรแล้วบูชายัญ ทางนั้นเป็นทางไปสู่นรกหาใช่หนทางไปสู่สวรรค์ไม่ ดูก่อนโกณฑัญญะ พ่อจงให้ทาน ไม่เบียดเบียนซึ่งสัตว์ทั้งปวง อันเกิดมาแล้วและจะพึงเกิด นี้เป็นทางไปสู่สุคติ มิใช่ทางที่ไปด้วยการฆ่าบุตรบูชายัญ

พระราชาตรัสว่า คำของอาจารย์ทั้งหลายมีอยู่ หม่อมฉันจักฆ่าจันทกุมาร และสุริยกุมาร หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายอันบุคคลทั้งหลายสละได้ยากแล้ว จักไปสู่สุคติสวรรค์

ลำดับนั้น พระราชบิดาจึงตรัสกะพระราชาว่า ดูก่อนโกณฑัญญะ พ่อจงให้ทาน อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงเลย พ่อจงเป็นผู้มีพระราชบุตรห้อมล้อมรักษากาสิกรัฐ และชนบทเถิด

ครั้งนั้นพระราชบิดาก็หาอาจกระทำให้พระเจ้าเอกราชทรงเชื่อถือในพระราชดำรัสของพระองค์ไม่

ลำดับนั้น พระจันทกุมารทรงพระดำริว่า เพราะเราเพียงผู้เดียวถึงทำให้เกิดทุกข์แก่คนทั้งหลายเหล่านี้ เราจะทูลวิงวอนพระราชบิดาของเรา แล้วปล่อยชนเหล่านี้เสียให้พ้นจากทุกข์ คือความตาย คิดดังนั้นแล้วจึงทรงตรัสว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์อย่าได้ฆ่าพวกเราทั้งหลายเลย โปรดพระราชทานพวหเราทั้งหลายให้เป็นทาสของกัณฑหาลปุโรหิตเถิดพระเจ้าข้า ถึงแม้ข้าพระองค์ทั้งหลาย จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะเลี้ยงช้างและม้าให้เขา ก็จะขนมูลม้าให้เขา ถึงแม้ข้าพระองค์ทั้งหลาย จะถูกขับไล่จากแว่นแคว้นก็จักเที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีวิต

พระราชาได้ทรงฟังคำพร่ำกล่าวมีประการต่าง ๆ นั้น ของพระราชกุมารแล้ว ก็เกิดความทุกข์ ประหนึ่งว่าพระอุระจะแตก มีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล ประกาศว่า ใคร ๆ ก็จะฆ่าลูกเราไม่ได้ เราไม่ต้องการเทวโลกอีกแล้ว และตรัสสั่งให้ปล่อยพระกุมารทั้งหลายไป

ราชบุรุษทั้งหลายเหล่านั้น ครั้นได้ฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว ก็ปล่อยสัตว์ที่รวมไว้เป็นหมู่ ๆ นั้นทั้งสิ้น ตั้งต้นแต่พระราชบุตรทั้งหลายตลอดไปถึงหมู่นกเป็นที่สุด

ฝ่ายกัณฑหาลพราหมณ์กำลังจัดเตรียมพิธีกรรมอยู่ในหลุมยัญ เมื่อบุรุษคนหนึ่งกล่าวกะกัณฑหาละนั้นว่า เฮ้ย กัณฑหาละเจ้าคนชั่วร้าย พระราชาทรงปล่อยไปพระราชบุตรและราชธิดาทั้งหลายนั้นแล้ว เจ้าต้องฆ่าลูกเมียของตนเอง เอาเลือดในลำคอของคนเหล่านั้นบูชายัญ

กัณฑหาลพราหมณ์นั้นคิดว่า นี่พระราชาทรงกระทำอะไรหนอ ลุกขึ้นแล่นมาด้วยกำลังเร็วประหนึ่งว่าถูกไฟประลัยกัลป์เผาอยู่ แล้วกราบทูลพระราชาว่าข้าพระองค์ ได้ทูลไว้แล้วในกาลก่อนเทียวมิใช่หรือว่า คนมีชาติขลาดกลัวเช่นพระองค์ ไม่สามารถจะบูชายัญ ขึ้นชื่อว่าบูชายัญนี้ทำได้ยาก ให้ความยินดีได้ยาก เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านชื่อว่ากระทำความซัดส่ายแห่งยัญ ซึ่งถูกทอดทิ้งในบัดนี้ของเรา

ดูก่อนมหาราช เพราะเหตุไรพระองค์จึงทรงกระทำอย่างนี้ ใครก็ตามที่บูชายัญด้วยตนเองก็ดี ให้บุคคลอื่นบูชาก็ดี อนุโมทนาที่ผู้อื่นบูชาแล้วก็ดี ทั้งหมดนั้นย่อมไปสู่สุคติอย่างเดียว

พระราชาผู้บอดเขลา ก็ทรงเชื่อถือคำของกัณฑหาลพราหมณ์ ก็ทรงให้ราชบุรุษไปจับกุมพระราชกุมารทั้งหลายกลับมาอีก

พระจันทกุมารจึงทูลว่า ข้าแต่พระบิดา ถ้าข้าพระองค์เป็นบุตรอันพระองค์พึงฆ่าไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้เพราะเหตุไรเล่า ในกาลก่อนคือในกาลที่ข้าพระองค์เกิดแล้ว ชนผู้เป็นญาติของข้าพระองค์ทั้งหลาย จึงได้ให้พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวคำเป็นสวัสดีมงคล ได้สดับมาว่า ในกาลนั้น กัณฑหาลพราหมณ์ได้ตรวจตราลักษณะทั้งหลายของข้าพระองค์ด้วยตนเองแล้วได้ทำนายว่า ภัยใด ๆ จักไม่มีแก่พระราชกุมารองค์นี้ พระราชกุมารองค์นี้จักยังรัฐให้รุ่งเรืองต่อไป คำหลังของกัณฑหาลพราหมณ์ฟังไม่สมกับคำต้นดังนี้ พราหมณ์คนนี้ย่อมเป็นคนกล่าวเท็จ

แต่บัดนี้พระองค์ทรงถือเอาคำของกัณฑหาลพราหมณ์ จักฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเพื่อบูชายัญ โดยหาเหตุอันควรมิได้เลย ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลาย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมนรชน ขอพระองค์จงกำหนดให้จงดีว่า กัณฑหาลพราหมณ์คนนี้แล เป็นผู้ปรารถนาจะฆ่าชนหมู่ใหญ่ เพราะความอาฆาตในข้าพระองค์คนเดียว

ข้าแต่พระมหาราชา ถ้าแม้พระองค์ทรงใคร่จะฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลาย เพราะเหตุไร ในกาลก่อน คือในกาลที่ข้าพระองค์ทั้งหลายยังเยาว์วัย พระองค์จึงมิได้ฆ่าเองหรือให้ผู้อื่นฆ่าพวกเราทั้งหลาย แต่มาบัดนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายรุ่นขึ้นเป็นหนุ่มตั้งอยู่ในปฐมวัย เจริญพร้อมด้วยบุตรและธิดาทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพระองค์เกิดมามิได้คิดปองร้ายต่อพระองค์เลย พระองค์จักฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลาย เพราะเหตุไรเล่า

ขอพระองค์จงพิจารณาดูซึ่งข้าพระองค์ผู้พี่น้องชายทั้ง ๔ คน เมื่อมีศัตรูทั้งหลายล้อมพระนคร ขอพระองค์จงทอดพระเนตรดูซึ่งพระราชบุตรทั้งหลายเช่นข้าพระองค์รบอยู่ด้วยข้าศึกเหล่านั้น ก็พระราชาทั้งหลายอันไร้พระราชบุตร ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีที่พึ่ง พระราชบุตรทั้งหลายอันกล้าหาญ มีกำลัง จึงไม่เป็นบุคคลที่ควรฆ่าเพื่อบูชายัญ ท่านย่อมใช้พระราชบุตรเหล่านั้นเพื่อประโยชน์ในการจับกุมปัจจามิตรทั้งหลาย

พระราชาครั้นทรงสดับคำพร่ำกล่าวของกุมารนั้น จึงตรัสว่าเจ้าทั้งหลายพร่ำเพ้ออยู่เพราะรักชีวิต ย่อมก่อทุกข์ให้เกิดแก่เรานักแล จงปล่อยกุมารทั้งหลายไป ณ บัดนี้ เราขอเลิกเอาบุตรบูชายัญ.พระราชาครั้นทรงกล่าวแล้ว ก็โปรดให้ปล่อยกุมารทั้งหลายอีก

กัณฑหาลพราหมณ์ก็กลับมา แล้วกล่าวอีกว่า

ข้าพระองค์ได้ทูลไว้แล้วก่อนเทียว การบูชายัญนี้ทำได้ยาก ให้ยินดีได้แสนยาก บัดนี้ พระองค์ทรงกระทำยัญที่ข้าพระองค์เตรียมไว้แล้ว ให้กระจัดกระจายเพราะเหตุไร ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี และชนเหล่าใดให้ผู้อื่นบูชายัญก็ดี อนึ่ง ชนเหล่าใดอนุโมทนามหายัญเช่นนี้ ของบุคคลผู้บูชาอยู่ก็ดี ชนเหล่านั้นย่อมไปสู่สุคติ

ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว พระราชาก็ให้จับพระราชกุมารเหล่านั้นอีกครั้งหนึ่ง ลำดับนั้น พระกุมารเพื่อต้องการจะกล่าวไปตามกระแสความของกัณฑหาลพราหมณ์จึงทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ถ้าเมื่อกัณฑหาลพราหมณ์นั้นได้กระทำบูชายัญเช่นอย่างนี้ด้วยตนเอง แล้วได้ไปสู่เทวโลกจริง ถ้าเป็นอย่างนั้นพระองค์จึงจักทรงบูชายัญภายหลัง โภชนะแม้มีรสอร่อย พระองค์ก็ควรจะเสวยต่อเมื่อคนอื่นได้ลองชิมแล้ว ก็นี่ความตายของบุตรทีเดียว เหตุไรพระองค์จึงไม่โปรดให้คนอื่นทดลองก่อนแล้วจึงทรงกระทำเล่า

เมื่อรู้อย่างนี้ว่า คนทั้งหลายฆ่าบุตรและธิดาแล้วไปสู่เทวโลก เพราะเหตุไรกัณฑหาลพราหมณ์จึงไม่ฆ่าบุตรทั้งหลายและพวกญาติของตนเองเล่า ถ้าบุคคลใดรู้คุณแห่งการบูชายัญอย่างนี้ว่า ถ้าฆ่าผู้อื่นแล้วย่อมไปสู่เทวโลก ถ้าฆ่าตนเองแล้วจะได้ไปถึงพรหมโลกดังนี้ไซร้ ก็ไม่พึงฆ่าคนอื่น พึงฆ่าตนเองนั้นแล แต่กัณฑหาลพราหมณ์คนนี้ไม่กระทำอย่างนั้น กลับยังจะให้พระองค์ฆ่าข้าพระองค์ ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงทราบซึ่งการกระทำของกัณฑหาลพราหมณ์ในครั้งนี้เป็นเพราะว่า ข้าพระองค์ขัดขวางไม่ให้เขากระทำการปล้นลูกความในการวินิจฉัย เขาจึงกระทำดังนี้

แม้พระราชกุมารจะทูลความเช่นนี้ ก็ไม่อาจจะกระทำให้พระราชบิดาเชื่อได้ พระราชกุมารจึงทรงปรารภราชบริษัทที่ห้อมล้อมพระราชาอยู่นั้น ตรัสว่า

พ่อเจ้าเรือนและแม่เจ้าเรือนทั้งหลายผู้รักบุตร ซึ่งมีอยู่ในพระนครนี้ ไฉนจึงไม่ทูลพระราชาอย่าให้ทรงฆ่าพระราชบุตรอันเกิดแต่พระอุระ

ไม่มีใคร ๆ แม้เพียงคนเดียวที่ชื่อว่ามีความแค้นเคืองกับเราว่าพระราชกุมารองค์นี้รับสินบนของเรา หรือพระราชกุมารองค์นี้ก่อทุกข์ให้แก่เราเพราะความเมาในความเป็นใหญ่ ดังนี้มิได้มีเลย

ทำไมชาวชนบทจึงไม่ช่วยกันกราบทูลให้พระราชาทรงทราบว่า สิ่งที่เราทำไปนั้น เราเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ทั้งของพระราชาและของชาวชนบท ทำไมชาวชนบทนี้จึงไม่กราบทูลพระราชบิดาของเราว่า พระราชบุตรของพระองค์เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรม

แม้เมื่อพระจันทกุมารตรัสอย่างนี้แล้ว ก็มิได้มีใครพูดอะไรเลย เพราะเหตุนั้น พระกุมารเมื่อจะส่งพระชายาของพระองค์ทั้ง ๗๐๐ นาง ให้ไปวิงวอนต่อพระราชาจึงตรัสว่า

ดูก่อน พระชายาทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงไปกราบทูลพระราชบิดา และวิงวอนกัณฑหาลพราหมณ์ว่า ขอจงอย่าฆ่าพระราชกุมารทั้งหลาย ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์ ผู้เป็นที่เพ่งที่หวังของโลกทั้งปวง

แต่เมื่อพระชายาเหล่านั้นไปกราบทูลวิงวอน พระราชาก็ไม่ทอดพระเนตรดูเลย เพราะฉะนั้น พระราชกุมารไร้ที่พึ่งแล้ว จึงพร่ำเพ้อกล่าวว่า

ไฉนหนอ ถ้าเราพึงเกิดในตระกูลนายช่างรถ ในตระกูลปุกกุสะ หรือพึงเกิดในหมู่พ่อค้า พระราชาก็ไม่พึงรับสั่งให้ฆ่าในการบูชายัญวันนี้

ครั้นกล่าวดังนี้ พระกุมารเมื่อจะส่งพระชายาทั้งหลายไปอีกครั้งหนึ่งจึงตรัสว่า

เจ้าผู้มีความคิดทั้งปวง จงไปหมอบลงแทบเท้าของท่านกัณฑหาละ เรียนว่า เรามิได้เห็นความผิดของพระกุมารเลย แต่ถ้าแม้พระกุมารหรือเราทั้งหลายได้ประทุษร้ายอะไรในท่าน ขอท่านจงยกโทษให้ด้วยเถิด

ลำดับนั้น พระกนิษฐภคินีของพระจันทกุมารทรงนามว่า เสลากุมารี เมื่อไม่อาจอดกลั้นความโศกเศร้า ก็กราบลงแทบบาทมูลของพระราชบิดาแล้วคร่ำครวญอยู่ว่า พระราชบิดาฆ่าพี่ชายทั้งหลายของเราปรารถนาสวรรค์ พระองค์เมื่อฆ่าพี่ชายเหล่านี้แล้วไปจักสวรรค์หรือ ?

พระราชาไม่ทรงยึดถือถ้อยคำแม้ของนาง ลำดับนั้น โอรสของพระจันทกุมารทรงนามว่า วสุละ ครั้นเห็นพระบิดาได้รับทุกข์ คิดว่า เราจักเข้าไปทูลวิงวอนพระอัยกาให้ประทานชีวิตแก่บิดาของเรา ดังนี้แล้วหมอบลงแทบบาทมูลแห่งพระราชาแล้วคร่ำครวญว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พวกข้าพระองค์ยังเป็นเด็กอ่อน ยังไม่ถึงความเป็นหนุ่มก่อน ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพระบิดาของพวกข้าพระองค์ ได้โปรดเอ็นดูพวกข้าพระองค์ด้วยเถิด

พระราชาทรงสดับเสียงคร่ำครวญของพระวสุละมีพระอุระประดุจจะแตกทำลายแล้ว สวมกอดพระราชนัดดา มีพระเนตรเต็มไปด้วยพระอัสสุชล ตรัสว่า หลานรัก เจ้าจงได้คืนลมหายใจเถิด ปู่จะปล่อยพ่อเจ้า แล้วก็ทรงสั่งให้ปล่อยพระราชกุมารทั้งหลาย

การณ์ก็เป็นเช่นเดิมอีก กัณฑหาลพราหมณ์มากล่าวชักจูงพระราชาอีก ฝ่ายพระราชาผู้มืดเขลา ก็ให้ราชบุรุษไปจับกุมพระราชบุตรทั้งหลายมาอีกครั้งหนึ่งตามคำของกัณฑหาลพราหมณ์ เพราะเหตุนั้นกัณฑหาลพราหมณ์ จึงคิดว่า พระราชาพระองค์นี้ใจอ่อน ประเดี๋ยวให้ปล่อย ประเดี๋ยวก็ให้จับพระราชบุตรทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลยเราจะพาพระองค์ไปสู่หลุมยัญเสียเลย ลำดับนั้นจึงกล่าวเพื่อจะให้พระองค์เสด็จไปสู่หลุมยัญว่า

ข้าแต่สมเด็จพระเอกราช ข้าพระองค์ตระเตรียมยัญไว้ เพื่อพระองค์ทุกอย่างแล้ว ขอเดชะ เชิญเสด็จออกเถิด พระองค์ทรงบูชายัญแล้วเสด็จสู่สวรรค์ จักทรงบันเทิงพระหฤทัย

ครั้นในเวลาที่เขาพาพระโพธิสัตว์ไปยังหลุมเป็นที่บูชายัญ นางห้ามทั้งหลายของพระโพธิสัตว์นั้นทั้ง ๗๐๐ นาง ต่างสยายผมแล้วร้องไห้ ดำเนินไปตามทางโดยพร้อมกัน

เมื่อหญิงเหล่านั้นปริเทวนาการอยู่อย่างนี้นั้น ราชบุรุษก็นำพระโพธิสัตว์ออกจากพระนคร ในกาลนั้น ทั่วพระนครก็กำเริบขึ้น ชาวนครปรารภจะออกไปนอกเมือง เมื่อมหาชนกำลังออกไปก็ไปเบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่ที่ประตูทั้งหลาย พราหมณ์เห็นคนมากเกินไป จึงคิดว่า ใครจะรู้ว่าเหตุอะไรจักเกิดขึ้น ก็สั่งให้ปิดประตูพระนครเสีย มหาชนเมื่อจะออกไปไม่ได้ ก็พากันร้องอื้ออึ้งอยู่ใกล้ ๆ สวนแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ริมประตูภายในพระนคร ฝูงนกทั้งหลายพากันตกใจกลัวเสียงอื้ออึงนั้นก็บินขึ้นสู่อากาศ มหาชนเรียกนกนั้น ๆ แล้วพร่ำเพ้อกล่าวว่า

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ เจ้าจงบินไปทางทิศบูรพาแห่งปุปผวดีนคร ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้หลงใหลจะทรงบูชายัญด้วยราชโอรส ๔ พระองค์.พระราชธิดา ๔ พระองค์.พระมเหสี ๔ พระองค์.คฤหบดี ๔ คน.ช้าง ๔ เชือก.ม้า ๔ ตัว โคอุสุภราช ๔ ตัว

มหาชนพากันคร่ำครวญในที่นั้นด้วยอาการอย่างนี้ จึงไปยังสถานที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ เมื่อกระทำประทักษิณปราสาท แลเห็นพระตำหนักเรือนยอดในภายในพระนคร และสถานที่ต่าง ๆ มีพระอุทยานเป็นต้น จึงกล่าวคร่ำครวญอยู่ว่า

บัดนี้ พระลูกเจ้า ทั้ง ๔ ของเรา มีพระจันทกุมารเป็นหัวหน้า ละทิ้งปราสาทซึ่งงามเห็นปานนี้ ถูกนำไปเพื่อจะฆ่า

คนเป็นอันมากนั้น เมื่อไม่ได้ออกไปภายนอก ก็พากันคร่ำครวญเที่ยวไปภายในพระนครนั่นเอง

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ถูกนำไปสู่หลุมที่บูชายัญ ลำดับนั้น พระมารดาของพระโพธิสัตว์ทรงนามว่า โคตมีเทวี ซบลงแทบบาทมูลของพระราชาทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอพระองค์จงประทานชีวิตแก่บุตรทั้งหลายของข้าพระบาท ทรงกรรแสงพลางกล่าวว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระบาทจักเป็นบ้า ความเจริญของข้าพระบาทได้เสื่อมไปหมดสิ้นแล้ว มีสรีระเหมือนเกลือกกลั้วด้วยธุลี ถ้าเขาฆ่าจันทกุมาร ลมปราณของข้าพระบาทก็จะแตกทำลาย

พระนางโคตมีเทวีเมื่อคร่ำครวญอยู่อย่างนี้ พระราชาก็มิได้ทรงมีพระดำรัสอย่างไร พระเทวีจึงทรงกล่าวแก่พระสุณิสาทั้งหลายว่า ชรอยลูกเราโกรธเจ้าแล้วจึงจักไปเสียกระมัง เหตุไรเจ้าไม่ทำเขาให้กลับมา ทรงสวมกอดชายาทั้ง ๔ ของพระกุมารเข้าแล้ว ก็ทรงกล่าวคร่ำครวญ พระนางทรงคร่ำครวญกะพระสุณิสาดังนี้แล้ว เมื่อไม่มองเห็นอุบายอย่างอื่น จึงทรงเปลี่ยนเป็นกล่าวแช่งด่ากัณฑหาลพราหมณ์

ฝ่ายพระโพธิสัตว์เมื่อเมื่ออยู่ที่หลุมยัญจึงทูลวิงวอนต่อพระราชาว่า

ขอเดชะ อย่าได้ฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย โปรดทรงพระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็นทาสของกัณฑหาลปุโรหิตเถิดพระเจ้าข้า ถึงแม้ว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะเลี้ยงช้างและม้าให้เขา จะขนมูลช้างให้เขา ก็จะขนมูลม้าให้เขา ถึงแม้ว่าข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกขับไล่จากแว่นแคว้น ก็จะเที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีวิต

ขอเดชะ หญิงทั้งหลายผู้ปรารถนาบุตร แม้จะเป็นคนยากจน ย่อมวอนขอบุตรต่อเทพเจ้า หญิงบางพวกละปฏิญญาแล้ว ก็ไม่ได้บุตรก็มี หญิงเหล่านั้นย่อมหวังว่า ขอลูกทั้งหลายจงเกิดแก่เรา แต่นั้นขอหลานจงเกิดอีก ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์รับสั่งให้ฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลาย เพื่อต้องการทรงบูชายัญ โดยเหตุอันไม่สมควร

ข้าแต่สมเด็จพระบิดา คนทั้งหลายเขาได้ลูกเพราะการวิงวอนจากเทพเจ้า ขอพระองค์อย่ารับสั่งให้ฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเลย อย่าทรงบูชายัญนี้ด้วยบุตรทั้งหลายที่ได้มาโดยยากเลยพระเจ้าข้า ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดอย่าได้พรากข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้เป็นบุตรที่ได้มาด้วยความยากจากพระมารดาเลยพระเจ้าข้า

พระจันทกุมาร แม้เมื่อทูลวิงวอนด้วยอาการอย่างนี้ พระราชาก็ไม่ตอบอะไร ๆ จึงหมอบลงแทบบาทมูลของพระมารดา พลางปริเทวนาการกล่าวว่า

ข้าแต่พระมารดา พระมารดาย่อมย่อยยับ เพราะทรงเลี้ยงลูกจันทกุมาร มาด้วยความลำบาก ลูกขอกราบพระบาทพระมารดา ขอพระราชบิดาจงทรงได้ปรโลกอันสมบูรณ์เถิด

เชิญพระมารดาทรงสวมกอดลูก แล้วประทานพระยุคลบาทให้ลูกได้กราบไหว้ลูกจะจากไป ณ บัดนี้ เพื่อประโยชน์แก่ยัญของพระราชบิดาเอกราช

บัดนี้ พระนางจันทา ผู้เป็นอัครมเหสีของพระจันทกุมาร หมอบลงแทบบาทมูลของพระราชา พลางร่ำไรกล่าวว่า

พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองรัฐ ผู้เป็นทายาทของชนบท เป็นเจ้าโลกองค์นี้ จักไม่ทรงยังความสิเนหาให้เกิดในบุตรแน่ละหรือ

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว ตรัสว่า

ทำไมเราจึงจะไม่รักลูก แท้จริงบุตรทั้งหลายเป็นที่รักของเรา ไม่ใช่แต่พระโคตมีองค์เดียวเท่านั้น แม้เราก็มีความรักบุตรทั้งหลาย แต่เราก็รักตนเองด้วย เจ้าทั้งหลายผู้เป็นสะใภ้ก็ดี ภรรยาทั้งหลายก็ดี ก็เป็นที่รักของเราเหมือนกัน แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น เรา ปรารถนาซึ่งสวรรค์นั้น เพราะเหตุนั้น เราจักฆ่าเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ เจ้าอย่าคิดไปเลย แม้เจ้าทั้งหลายของเราเหล่านี้ ก็ไปอยู่กับเราในเทวโลกทั้งสิ้น

พระนางจันทาทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอจงทรงพระกรุณาโปรดรับสั่งให้ฆ่าข้าพระบาทเสียก่อน ขอความทุกข์อย่าได้ทำลายหทัยของข้าพระบาทเลย พระราชโอรสของพระองค์เป็นสุขุมาลชาติ ประดับแล้วงดงาม ข้าแต่เจ้าชีวิต ขอได้โปรดฆ่าข้าพระบาทเสียก่อน ข้าพระบาทจักเป็นผู้มีความโศกเศร้ากว่าจันทกุมาร ขอพระองค์จงทรงทำบุญให้ไพบูลย์ ข้าพระบาททั้งสองจะเที่ยวไปในปรโลก

พระราชาตรัสว่า

ดูก่อนจันทาผู้มีตางาม เจ้าอย่าชอบใจความตายเลย เมื่อโคตมีบุตรผู้อันเราบูชายัญแล้ว พี่ผัวน้องผัวของเจ้าเป็นอันมาก จักยังเจ้าให้รื่นรมย์ยินดี

เมื่อพระราชาตรัสอย่างนั้นแล้ว พระนางจันทาเทวีก็ร่ำไห้ตีพระองค์ด้วยฝ่าพระหัตถ์.ต่อแต่นั้น พระนางก็ทรงรำพันว่า

ไม่มีประโยชน์อะไรด้วยชีวิต เราจักดื่มยาพิษตายเสียในที่นี้ พระญาติและมิตรของพระราชาพระองค์นี้ผู้มีพระทัยดี ซึ่งจะกราบทูลทัดทานพระราชาว่าอย่าได้รับสั่งให้ฆ่าพระราชโอรสอันเกิดแต่พระอุระเลยย่อมไม่มีเลย ไม่มีเป็นแน่ทีเดียว

ขอพระราชาจงเอาบุตรของข้าพระบาทเหล่านั้นบูชายัญ แต่ขอพระราชทานปล่อยโคตมีบุตรเถิด ขอจงทรงตัดแบ่งข้าพระบาทให้เป็นร้อยส่วนแล้วทรงบูชายัญในสถานที่ ๗ แห่ง อย่าทรงฆ่าพระราชโอรสองค์ใหญ่ผู้ไม่ผิดไม่ประทุษร้ายเลย

ดังนั้น พระนางจันทาเทวีนั้น ทรงคร่ำครวญอยู่ต่อพระพักตร์พระราชาด้วยถ้อยคำเหล่านี้แล้ว เมื่อไม่ได้มีความโล่งใจจึงเสด็จไปสำนักพระโพธิสัตว์นั่นแล แล้วยืนร่ำไรอยู่

ลำดับนั้น พระจันทกุมารตรัสแก่พระนางจันทาว่า ดูก่อน จันทา เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ เราให้อาภรณ์แก่เจ้ามากมายมีแก้วมุกดาเป็นต้น เมื่อเรื่องที่เจ้าเล่านั้น เจ้ากล่าวแล้วด้วยดี แต่วันนี้เราจะให้อาภรณ์อันประดับอยู่กับกายเรานี้ เป็นของเราให้อันท้ายที่สุด เจ้าจงรับอาภรณ์นี้ไว้

ฝ่ายพระนางจันทาเทวี ครั้นสดับคำพระสวามีแล้ว ก็พลางรำพันกล่าวว่า

เมื่อก่อนพวงมาลาบานเคยสวมที่พระศอของพระกุมารเหล่าใด วันนี้ดาบที่เขาลับคมดีแล้ว จักฟันที่พระศอของพระกุมารเหล่านั้น เมื่อก่อนพวงมาลาอันวิจิตรเคยสวมที่พระศอของพระกุมารเหล่าใด วันนี้ดาบอันลับคมดีแล้ว จักฟันที่พระศอของพระกุมารเหล่านั้น ไม่ช้าแล้วหนอ ดาบจักฟันที่พระศอของพระราชบุตรทั้งหลาย ก็หทัยของเราจะไม่แตก แต่จะต้องมีเครื่องรัดอย่างมั่นคงเหลือเกิน

เมื่อพระนางจันทา คร่ำครวญอยู่อย่างนั้น การงานทุกอย่างในหลุมยัญสำเร็จแล้ว อำมาตย์ทั้งหลายนำพระราชบุตรมาแล้ว ให้ก้มพระศอลงนั่งอยู่ กัณฑหาลพราหมณ์น้อมถาดทองคำเข้าไปใกล้แล้วหยิบดาบมาถือยืนอยู่ ด้วยหมายใจว่า เราจักตัดพระศอพระราชกุมาร พระนางจันทาเทวีเห็นดังนั้น คิดว่า ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี เราจักกระทำความสวัสดีของพระสวามีด้วยกำลัง ความสัตย์ของเรา จึงประคองอัญชลีดำเนินไปในระหว่างแห่งที่ชุมนุมชนแล้ว ทรงกระทำสัจกิริยาว่า

กัณฑหาละผู้มีปัญญาทรามได้กระทำกรรมอันชั่ว ด้วยความสัจจริงอันใด ด้วยสัจจวาจานี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมกับพระสวามี

อมนุษย์เหล่าใดมีอยู่ในที่นี้ ยักษ์ สัตว์ที่เกิดแล้วและสัตว์ที่จะมาเกิดก็ดี ขอจงกระทำความขวนขวายช่วยเหลือข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมกับพระสวามี

เทวดาทั้งหลายที่มาแล้วในที่นี้ ปวงสัตว์ที่เกิดแล้วและสัตว์ที่จะมาเกิด ขอจงคุ้มครองข้าพเจ้าผู้แสวงหาที่พึ่งผู้ไร้ที่พึ่ง

ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านทั้งหลาย ขออย่าให้พวกข้าศึกชนะพระสวามีของข้าพเจ้าเลย

ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช ทรงสดับเสียงคร่ำครวญของพระนางจันทาเทวีนั้นทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว ในขณะนั้นนั่นเอง ฉวยเอาค้อนเหล็กอันมีไฟลุกโพลง แล้วเสด็จมาขู่พระราชาแล้วให้ปล่อยคนเหล่านั้นทั้งหมดว่า

 พระราชากาลี จงรู้ไว้อย่าให้เราตีเศียรของท่านด้วยค้อนเหล็กนี้ ท่านอย่าได้ฆ่าบุตรองค์ใหญ่ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์ พระราชากาลีท่านเคยเห็นที่ไหน ? คนผู้ปรารถนาสวรรค์ ฆ่าบุตรภรรยา เศรษฐี และคฤหบดีผู้ไม่คิดประทุษร้าย

พระราชาได้ฟังพระดำรัสของท้าวสักกะ ได้เห็นรูปอันน่าอัศจรรย์แล้ว ก็มีรับสั่งให้เปลื้องเครื่องพันธนาการของคนและสัตว์ทั้งปวง เมื่อคนและสัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ผู้ที่ประชุมอยู่ ณ ที่นั้นในเวลานั้นทุกคนก็เอาก้อนหินคนละก้อนทุ่มประหารกัณฑหาลปุโรหิตจนตายไป

ส่วนมหาชน ครั้นฆ่ากัณฑหาลพราหมณ์นั้นแล้ว ก็เริ่มเพื่อจะฆ่าพระราชา พระโพธิสัตว์สวมกอดพระราชบิดาไว้แล้ว มิได้ประทานให้เขาฆ่า มหาชนกล่าวว่า เราจะให้แต่ชีวิตเท่านั้นแก่พระราชาชั่วนั้น แต่พวกเราจะไม่ยอมให้ฉัตรและที่อยู่อาศัยในพระนครแก่พระราชานั่น เราจักทำพระราชาให้เป็นคนจัณฑาลแล้วให้ไปอยู่เสียภายนอกพระนคร แล้วก็ให้นำออกเสียซึ่งเครื่องทรงสำหรับพระราชา ให้ทรงผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด ให้โพกพระเศียร ด้วยท่อนผ้าย้อมด้วยขมิ้น กระทำให้เป็นจัณฑาลแล้ว ส่งไปสู่ที่เป็นอยู่ของคนจัณฑาล ส่วนคนพวกใดบูชายัญอันประกอบด้วยการฆ่าปศุสัตว์ก็ดี ใช้ให้บูชาก็ดี พลอยยินดีตามก็ดี ชนเหล่านั้นได้เป็นคนมีนิรยาบายเป็นที่ไปในเบื้องหน้าทั้งสิ้นทีเดียว

มหาชนเหล่านั้น ครั้นนำคนกาลกิณีทั้งสองนั้นออกไปแล้ว ก็นำมาซึ่งเครื่องอุปกรณ์แห่งพิธีอภิเษก แล้วทรงอภิเษกพระจันทกุมารในที่นั้น นั่นเอง

ฝ่ายบริษัทแห่งพระราชาทั้งหลาย ก็ได้ถวายน้ำอภิเษกกะพระจันทกุมารนั้น ด้วยสังข์ทั้ง ๓ แม้ขัตติยราชธิดาทั้งหลายก็ถวายน้ำอภิเษกพระจันทกุมาร ท้าวสักกเทวราช ก็ถือสังข์วิชัยยุตรถวายน้ำอภิเษกพร้อมด้วยเทพบริษัท แม้นางสุชาดาเทพธิดา พร้อมด้วยนางเทพกัญญาทั้งหลาย ก็ถวายน้ำอภิเษก

ราชบริษัททั้งหลาย และอีก ๓ เหล่า (คือราชกัญญา เทวบริษัท เทพกัญญา) ซึ่งเป็นผู้กระทำอภิเษกพระจันทกุมาร รวมเป็นสี่หมู่ด้วยกัน ได้กระทำการชัก โบกผ้าและธงนั่นแล

คนทั้งหลายผู้บันเทิงร่าเริงทั่วแล้ว ในกาลที่พระจันทกุมารเสด็จเข้าสู่พระนครให้กั้นฉัตร แล้วตีกลองอานันทเถรีร้องประกาศไปทั่วพระนครว่า พระจันทกุมารของเราทั้งหลายพ้นแล้วจากเครื่องจองจำ

ลำดับนั้นแล พระโพธิสัตว์ทรงเริ่มตั้งวัตรปฏิบัติต่อพระราชบิดา พระราชบิดาไม่ได้เสด็จเข้าสู่พระนคร ในกาลเมื่อเสบียงอาหารสิ้นไป พระโพธิสัตว์ก็เสด็จไปเพื่อประโยชน์แก่กิจต่าง ๆ มีการเล่นสวนเป็นต้น ก็เข้าไปเฝ้าพระราชบิดานั้น แต่ก็มิได้ถวายบังคม

ฝ่ายพระเจ้าเอกราชกระทำอัญชลีแล้วตรัสว่า ขอพระองค์จงทรงมีพระชนม์ยืนนาน พระเจ้าข้า เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสถามว่า พระบิดาต้องประสงค์ด้วยสิ่งใด พระเจ้าเอกราชจึงทูลความปรารถนาแล้ว พระโพธิสัตว์ก็โปรดให้ถวายค่าจับจ่ายใช้สอยแก่พระ ราชบิดา พระโพธิสัตว์นั้นครองราชสมบัติโดยเที่ยงธรรมแล้ว ในกาลเป็นที่สุดแห่งอายุก็ได้เสด็จไปยังเทวโลก

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ประกาศอริยสัจแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่ในบัดนี้อย่างเดียวเท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตพยายามเพื่อฆ่าคนเป็นอันมาก เพราะอาศัยเราแม้ผู้เดียว ดังนี้แล้วจึงทรงประชุมชาดก

กัณฑหาลพราหมณ์ ในกาลนั้น ได้ เป็นพระเทวทัต

พระนางโคตมีเทวี เป็นพระมหามายา

พระนางจันทาเทวี เป็นราหุลมารดา

พระวสุละ เป็นพระราหุล

พระเสลากุมารี เป็นอุบลวรรณา

พระสุรกุมาร เป็นพระอานนท์

พระรามโคตตะ เป็น กัสสปะ

พระภัททเสน เป็น โมคคัลลานะ

พระสุริยกุมาร เป็น พระสารีบุตร

ท้าวสักกเทวราช เป็นอนุรุทธะ

บริษัทในกาลนั้นได้มาเป็นพุทธบริษัท

ส่วนพระจันทกุมารนั้น คือเราสัมมาสัมพุทธะดังนี้แล