#echo banner="" หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

 

คุณสุวิทย์ ใจป้อม ผู้วาด

หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า

โดย สิทธา เชตวัน

นิตยสารโลกทิพย์ ฉบับที่ ๗ ปีที่ ๑ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๕

“หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า”

เป็นคำเรียกที่รู้จักกันโดยทั่วไปด้วยความเคารพซาบซึ้งตรึงใจ และผู้เรียกนามนี้จะรู้สึกเป็นมงคลแก่ชีวิตอย่างยิ่ง เป็นนามฉายาที่ศรัทธาทายกทายิกาเรียกกัน

อันหมายถึงพระเดชพระคุณท่าน “พระสุพรหมยานเถระ” (ครูบาพรหมา พรหฺมจกฺโก) วัดพระพุทธบาทตากผ้า ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน พระสุพรหมยานเถระ “หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า” ท่านได้ประกอบคุณงามความดีไว้ในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก

ท่านมีปฏิปทา ทำให้คนเลื่อมใสยิ่งนัก นุ่มนวลสุภาพอ่อนช้อย คล้ายผู้หญิง

แต่มีจิตตานุภาพกล้าแข็งทรงอัจฉริยภาพเป็นที่คร้ามเกรงอยู่ในตัวอย่างน่าอัศจรรย์

เป็นผู้มีใจดีเมตตากรุณาเป็นปรกติ ใคร ๆ ได้เข้าใกล้ท่านแล้ว เป็นสบายกายและสบายใจยิ่งกว่านั่งใต้ร่มไม้.

เพราะท่านแผ่แต่ความรักความเมตตาต่อทุกคนไม่ว่าอยู่ใกล้หรืออยู่ไกล เมตตาเป็นคุณธรรมอันก่อให้เกิดความรักและความเห็นใจ

หลวงพ่อครูบา แห่งวัดพระพุทธบาทตากผ้ามีปกติ เป็นอย่างนั้น

ใครเข้าใกล้ท่านแล้ว ก็มีความสงบใจ สุขกายสบายใจ

หลวงพ่อพระสุพรหมยานเถระเป็นพระแท้เป็นพระทองคำ เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอันดับสูง

เป็นที่เชื่อกันว่า ท่านเป็นพระอริยเจ้า และทรงอภิญญาชำนาญในฌานวสี มีเจโตปริยญาณ ล่วงรู้วาระจิตคนหมู่มากเป็นที่ประจักษ์มหัศจรรย์มามาก

เรื่องนี้ มีพระเกจิอาจารย์องค์สำคัญ ๆ หลายองค์ได้ให้คำรับรอง เช่น พระมหาวีระ ถาวโร หรือ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ก็ประกาศยืนยันรับรองว่าหลวงพ่อพระสุพรหมยานเถระ ล่วงรู้วาระจิตผู้อื่น มีเจโตปริยญาณรวดเร็วมาก ประดุจความรวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้า

หูทิพย์ตาทิพย์

สามครูบา

๑. ครูบาคำ คมฺภีโร ๒. ครูบาพรหมา พรหฺมจกฺโก

๓. ครูบาน้อย อินฺทจกฺโก

 

มีเรื่องจริงเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เป็นผู้ฝักใฝ่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ทำบุญสุนทานอยู่เสมอเป็นเงินนับล้าน ๆ มีความเคารพเลื่อมใสหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้าอย่างยิ่งจึงพาหมู่คณะเดินทางจากกรุงเทพ ฯ จะขึ้นไปนมัสการท่านที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน

แต่ก่อนที่จะไปถึงวัดนั้น ได้พากันแวะพักที่โรงแรมชั้นหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่เสียก่อนหนึ่งคืน

รุ่งเช้าขึ้น ได้พากันรับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม เมื่อรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ลุกขึ้นจะแยกจากโรงแรมมาขึ้นรถปรากฏว่าท่านข้าราชการผู้ใหญ่ท่านนั้นได้เหลือบไปเห็นบุหรี่ฝรั่งหนึ่งห่อวางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ ไม่ทราบว่าเป็นของใครผู้ใดลืมไว้

ท่านข้าราชการผู้ใหญ่ท่านนั้น จึงบอกให้ลูกน้องหยิบเอาบุหรี่ฝรั่งห่อนั้นไปด้วยจากนั้นก็พากันขึ้นรถไปยังวัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

เมื่อไปถึงวัดพระพุทธบาทตากผ้า ก็เข้าไปกราบนมัสการพระสุพรหมยานเถระ ท่านได้กล่าวสัมโมทนียกถาต้อนรับเป็นทื่ชื่นชมยินดีแต่แล้วท่านก็พูดเปรย ๆ กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ท่านนั้นเป็นเชิงว่า ให้สังวรณ์ระวังศีลให้ดี เห็นข้าวของของใครลืมไว้ อย่าได้ถือโอกาส หยิบฉวยเอามาง่าย ๆ เพราะจะทำให้ศีลขาด

ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ท่านนั้นได้ฟังก็ถึงกับสะดุ้งใจวาบ นึกรู้ได้ทันทีวา ที่ตนสั่งให้ลูกน้องหยิบเอาห่อบุหรี่ฝรั่งในโรงแรมเมื่อเช้านี้ หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้าสามารถล่วงรู้ได้ด้วยตาทิพย์หูทิพย์ของท่านนั่นแท้ ๆ เทียว

หลวงพ่อพระสุพรหมญาณเถระ เป็นผู้มักน้อยถือสันโดษด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามเกิด ท่านถือธุดงควัตรเป็นประจำ เช่น ฉันมื้อเดียวในบาตร อยู่ป่า อยู่ใต้โคนต้นไม้ และบิณฑบาตทุกเช้า ยกเว้นอาพาธ

ท่านศึกษาธรรมพอสมควร แล้วก็ออกปฏิบัติธรรมตามที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา ท่านได้ลาครูบาอาจารย์และพ่อแม่ออกเดินธุดงค์ไปตามป่าตามเขาไปเรื่อย ๆ เกือบทุกจังหวัดในภาคเหนือ โดยถืออยู่ป่าเป็นวัตร

ท่านได้เคยจำพรรษาในวัดใดวัดหนึ่งเลย ตั้งแต่ออกธุดงค์เมื่ออายุได้ ๒๔ ปี จนอายุท่านได้เกือบ ๖๐ พรรษา เมื่อเห็นว่าสุขภาพสังขารแก่ชรามากแล้วท่านจึงได้เข้าจำพรรษาอยู่ ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๑ และอยู่มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

การฉันหนเดียวท่านถือเป็นประจำ ถ้าไม่เจ็บไข้ได้ป่วยท่านจะไม่ฉันสองหน ท่านปฏิบัติโดยสายกลาง

บางครั้งท่านไปในกิจนิมนต์ เมื่อมีผู้นำผลไม้และน้ำส้มน้ำหวานมาถวายตอนเพล บางครั้งท่านก็ฉันน้ำส้มน้ำหวานเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นการฉลองศรัทธา

การอยู่ป่านั้น เมื่อไม่มีกิจนิมนต์ที่จำเป็นไปค้างที่อื่นแล้ว ท่านไม่เคยไปค้างที่ไหน นอกจากที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า เพราะวัดนี้เป็นที่วิเวกห่างจากชุมชน

ดังเช่นในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ท่านพักอยู่ที่ป่าหนองเจดีย์ พ่อเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้าย มีศรัทธาได้ให้ขุนสรรสารธน (พ่อพญาอินตาโนตานนท์) เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้มีเกียรติหลายท่าน มาขออาราธนานิมนต์ท่านไปจำพรรษา ณ วัดจามเทวี ท่านก็ไปสนองศรัทธาเพียง ๗ วันแล้วได้ถวายพรลากลับสำนักเดิม เพราะท่านเป็นผู้ยินดีในเสนาสนะอันสงัดคือป่า

ในเรื่องการบิณฑบาตนั้น ท่านถือเป็นประจำเลยทีเดียว ไม่ว่าท่านจะไปที่ไหนที่ใด ถ้าจะไปค้างคืนแล้ว ท่านต้องนำบาตรไปด้วยเสมอ แม้ไปถึงอินเดียซึ่งนับว่าไกลแสนไกลท่านก็ยังนำบาตรไปด้วย โดยไม่ใช้กระเป๋าท่านเคยพูดว่า “บาตรนี่แหละคือกระเป๋าของพระที่แท้จริง !”

ทุกวันนี้ท่านบิณฑบาตที่ศาลา มีญาติโยมหรือพระเณรที่ไปบิณฑบาตมาแล้วนำมาแบ่งถวาย บางวันท่านก็ออกเดินบิณฑบาตเองตามหมู่บ้าน ๒-๓ หลัง แล้วกลับมาฉันเป็นกิจวัตร ส่วนรุกขมูลนั้น ทุกเช้าราวตี ๔-๕ นาฬิกาท่านจะลุกตีระฆังปลุกพระเณร ให้ตื่นขึ้นเพื่อไหว้พระสวดมนต์ หลังจากสรงน้ำเสร็จแล้ว ท่านก็ไปนั่งบำเพ็ญสมณธรรมที่ใต้ต้นบุนนาค หน้ากุฏิของท่านเป็นประจำไม่เคยขาด นอกจากท่านอาพาธหรือมีกิจธุระไปที่อื่นเสียเท่านั้น

ยิ่งกว่านั้นท่านยังให้ทำกระต๊อบเล็ก ๆ มุงด้วยใบตองใบหญ้าคาไว้ในป่าหลังวัด วันไหนมีเวลาว่างท่านจะไปประจำบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ที่นั้นเสมอมา

การสวดมนต์ทำวัตรท่านถือเคร่งครัดมาก ไม่เคยขาดเลย ตลอดฤดูแล้งและกลางพรรษาตามปกติท่านไปถึงที่ก่อนพระเณรอื่น ๆ ท่านตั้งกติกาสวดไว้ไนวัดวันละ ๓ เวลา คือเช้ามืด ฉันเช้าแล้วและตอนเย็น นอกจากนี้ยังมีการประชุมไหว้พระก่อนจำวัตรตอนกลางคืนอีกด้วย

ในวันพระเวลาพลบค่ำ ท่านจัดให้ทำวัตรพระแล้วเวียนเทียนและนั่งกรรมฐานเป็นประจำ วันอุโบสถท่านก็จัดให้ฟังปาฎิโมกข์ทุก ๆ วันอุโบสถตลอดปีและให้แสดงพิสดารเป็นประจำตลอดทั้งสามฤดู

พระสุพรหมยานเถระ ท่านเป็นผู้ใคร่ในการศึกษาชอบแสวงหาความรู้ความปฏิบัติที่ถูกต้องและวิธีพ้นทุกข์อยู่เสมอ

เมื่อเยาว์วัย

ครูบาสี่องค์พ่อลูก

ถ่ายพร้อมกัน ณ วัดป่าเหียง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔

๑. พระครูสุนทรคัมภีรญาณ (คำ คมฺภีโร) วัดพระธาตุดอยน้อย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ อายุ ๔๒ ปี พรรษา ๒๒

๒. พระสุพรหมยานเถระ (พรหมา พรหฺมจกฺโก) วัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่ซาง จ.ลำพูน อายุ ๔๔ ปี พรรษา ๒๔

๓. พระสุธรรมยานเถระ (น้อย อินฺทจกฺโก) วัดน้ำบ่อหลวง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ อายุ ๔๖ ปี พรรษา ๒๖

๔. ครูบาพ่อเป็ง โพธิโก วัดป่าหนองเจดีย์ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน อายุ ๘๐ ปี พรรษา ๑๘

 

พระสุพรหมยานเถระ "หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า" มีนามเดิมว่า พรหมา พิมสาร เกิดเมื่อ วันอังคารที่ ๓๐ สิงหาคม ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ (เดือน ๑๒ เหนือ) ปีจอ พ.. ๒๔๔๑ ณ บ้านป่าแพงซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่กลางทุ่งนา รวมอยู่ในหมู่บ้านกองงาม ตำบลแม่แรง อำเภอปากบ่อง (ปัจจุบันเป็นอำเภอป่าซาง) จังหวัดลำพูน

พระสุธรรมยานเถระ

(ครูบาอินทรจักรรักษา)

วัดน้ำบ่อหลวง

บิดาชื่อ นายเป็ง พิมสาร มารดาชื่อ นางบัวถา พิมสาร มีพี่น้องรวมกัน ๑๓ คน คือ

๑. พ่อน้อยเมือง พิมสาร (ถึงแก่กรรมไปแล้ว)

๒. เป็นเด็กหญิง (ถึงแก่กรรมแต่เล็ก)

๓. แม่อุ้ยคำ หล้าดวงดี (ถึงแก่กรรมไปแล้ว)

๔. พ่อหนานนวล พิมสาร (ถึงแก่กรรมไปแล้ว)

๕. พ่อหนานบุญ พิมสาร (ถึงแก่กรรมไปแล้ว)

๖. พระสุธรรมยานเถระ (ครูบาอินทรจักรรักษา น้อย อินทจกฺโก) วัดน้ำบ่อหลวง (มรณภาพไปแล้ว)

๗. พระสุพรหมยานเถระ (ท่านครูบาพรหมา พรหฺมจกฺโก)

๘. พระครูสุนทรคัมภีรญาณ (ครูบาคัมภีระ คำ คมฺภีโร) วัดดอยน้อย (มรณภาพไปแล้ว)

๙. พ่อหนานแสง พิมสาร (ถึงแก่กรรมไปแล้ว)

๑๐. แม่ธิดา สุทธิพงศ์ บ้านกิ่วมิ้น

๑๑. แม่นางหลวง ณ ลำพูน (ถึงแก่กรรมไปแล้ว)

๑๒. ด.ญ.ตุมมา พิมสาร (ถึงแก่กรรมแต่เล็ก)

๑๓. นางแสงหล้า สุภายอง (ถึงแก่กรรมไปแล้ว)

บิดามารดาของท่าน เป็นคนมีฐานะพอมีอันจะกิน มีอาชีพทำนา ทำสวนเป็นสัมมาอาชีวะ ไม่มีการยิงนกตกปลา ไม่เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ และไม่มีการเลี้ยงหมูขาย มีความขยันถี่ถ้วนในการงาน ปกครองบุตรหลานโดยยุติธรรม ไม่มีอคติ หนักแน่นในการกุศล ไปนอนวัดรักษาอุโบสถศีลเป็นประจำทุกวันพระ

บิดาได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุได้ถึงแก่กรรมในสมณเพศเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔ อายุ ๙๐ พรรษา ๒๘ มารดาได้นุ่งขาวห่มขาว รักษาอุโบสถศีลทุกวันพระตลอดอายุ ได้ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ อายุ ๗๐ ปี

เด็กชายพรหมา เมื่อเจริญวัยพอทำงานได้ ได้ช่วยพ่อแม่ทำงาน ทำนาทำสวนและเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย งานที่ทำเป็นประจำวันคือตักน้ำตำข้าว และปัดกวาดทำความสะอาดบ้านเรือนเป็นการตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ เท่าที่พอจะทำได้ตามวิสัยของเด็ก

การศึกษา

ได้เรียนหนังสือไทยลานนาและภาษากลางที่บ้านจากพี่ชายที่ได้บวชเรียนแล้วสึกออกไปเพราะสมัยนั้น ตามชนบทยังไม่มีโรงเรียนสอนกันอย่างปัจจุบัน แม้แต่กระดาษจะเขียนก็หายาก ผู้สอนคือพี่ชายก็มีงานมากไม่ค่อยได้อยู่สอนเป็นประจำจึงเป็นการยาก แก่การเรียน อาศัยความตั้งใจและความอดทนเป็นกำลัง จึงพออ่านออกเขียนได้

เหตุบรรพชา

อาศัยที่เคยได้ติดตามพ่อแม่ไปวัดบ่อย ๆ ได้เห็นพระภิกษุสามเณรอยู่ดีกินดี มีกิริยาเรียบร้อยก็เกิดความเลื่อมใสยิ่งได้เห็นพระพี่ชายที่บวชอยู่หลายองค์พากันมาฉันข้าวที่บ้าน ยิ่งเพิ่มความเลื่อมใสขึ้น

ต่อมาท่านก็จำได้ว่า ปีนั้นเป็นปีชวด พ.ศ. ๒๔๕๕ เป็นปีที่สงครามโลกครั้งที่ ๑ กำลังจะเกิด ปีนี้ดินฟ้าอากาศก็วิปริตผิดปรกติ บ้านเรือนแห้งแล้ง ข้าวยากหมากแพง ผู้คนต่างถูกทุพภิกขภัยเบียดเบียนระส่ำระสาย ทั้งทางราชการก็เร่งรัดเกณฑ์ผู้คนไปเป็นทหารกันวุ่นวาย

ท่านได้เห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงน้อมใจไปในการบวชมากขึ้น ประกอบกับได้เห็นพวกเพื่อน ๆ ที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงหนีไปบวชกันแทบทุกวัน จะเป็นการบวชหนีทหารหรือบวชผลาญข้าวสุก หรือบวชเพื่อความพ้นทุกข์อย่างไรไม่ทราบ

ท่านอธิการแก้ว ขัตติโย

วัดป่าเหียง

ลุถึงวันจันทร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๕ เวลา ๑๕.๐๐ น. ท่านมีอายุได้ ๑๕ ปี ได้กราบลาพ่อแม่ไปบวช พร้อมกับขออโหสิต่อพ่อแม่ทั้งสอง แล้วก็ถือเอาผ้าจีวรกับดอกไม้ธูปเทียน ลงจากเรือนไป ด้วยความอาลัยพ่อแม่เป็นที่สุด ขณะนั้นก็มีพี่ชายติดตามไป

ครั้นไปถึงวัดป่าเหียง ตำบลแม่แรง อำเภอปากบ่วง (อ.ป่าซางในปัจจุบัน) พระพี่ชายก็จัดการโกนหัวโกนคิ้วให้แล้วพ่อได้นำเข้าไปกราบมอบให้ท่านอธิการแก้ว ขัตติโย พระอุปัชฌาย์เพื่อขอให้ท่านบวชให้ ครั้นพระอุปัชฌาย์มอบผ้ากาสาวพัสตร์ให้แล้ว ก็มีพระพี่ชายกับใครอีกท่านหนึ่ง ได้มาช่วยกันนุ่งห่มให้

ท่านเล่าว่า ในขณะนั้นได้ก้มมองดูผ้ากาสาวพัสตร์อันเหลืองอร่าม อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ รู้สึกซาบซึ้งตรึงใจ นึกว่าเป็นบุญลาภอันประเสริฐ ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา และได้มาบวช มั่นใจว่าจะขอบวชอุทิศต่อพระพุทธศาสนา จนกว่าชีวิตจะหาไม่

เมื่อบวชแล้วพระอุปัชฌาย์ผู้เคร่งครัดในวินัย มีนิสัยรักความสะอาด ได้แนะนำพร่ำสอนศีลาจาวัตรและให้ปฏิบัติตาม

สามเณร

ในสมัยนั้น พระภิกษุสามเณรทุกองค์ จะต้องท่องจำสวดมนต์ ๑๕ วาร ตั้งแต่ เยสันตา เป็นต้นไป จนถึงมาติกามหาสมัย โดยเขียนใส่แป้นกระดานชนวน มีขนาดกว้าง ๑ คืบ ยาว ๑ ศอก และกำหนดให้ท่องจำให้ได้วันละ ๑ แป้น

ท่านว่าชั้นแรกรู้สึกหนักใจ เห็นตัวหนังสือเล็กขนาดอ่านจนไม่ถนัด นึกว่าเราจะจำได้หรือไม่หนอ แต่เมื่อตั้งใจท่องอย่างเอาจริงเอาจังก็ได้ วันละ ๑ แป้นจริง ๆ แป้นนั้นท่านยังเก็บไว้เป็นอนุสรณ์

ขณะที่กำลังเรียนอยู่ ได้พยายามหลีกเร้นหลบหน้าคนอื่นแสมอ แม้แต่เดินทางไปฉันข้าวยังบ้าน ก็พยายามไปคนเดียวเพื่อฉวยโอกาสสวดมนต์ไปตามทาง นอกจากนั้นก็ได้เข้าเรียนโรงเรียนประชาบาล ซึ่งเวลานั้นทางวัดได้จัดการตั้งขึ้นสอนกัน แล้วสอนได้ถึงประถมปีที่ ๓ ซึ่งเทียบกับประถมปีที่ ๔ สมัยนี้ เพราะเวลานั้นประถมปีที่ ๔ ยังไม่มีสอนกัน

เมื่ออายุย่างเข้า ๑๗-๑๘ ก็ได้ศึกษานักธรรมตรีตามลำพังเพราะเวลานั้นยังไม่มีโรงเรียนและครูสอน หนังสือเรียนก็หายาก มีเพียงนวโกวาทกับธรรมนิเทศและวินัยวินิจฉัย ๒-๓ เล่มเท่านั้น

ครั้นถึงรอบปีมาทางจังหวัดก็จัดให้มีการสอบครั้งหนึ่ง เป็นการสอบเฉพาะจังหวัด เพราะทางคณะสงฆ์ยังไม่ได้เปิดสนามสอบอย่างสมัยนี้ ใครสอบได้ก็ออกประกาศนียบัตรสำรองให้ ทำกันอย่างนี้มาเป็นเวลา ๒ ปี

ต่อมาประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงมีสำนักเรียนและครูสอนเป็นหลักแหล่ง โดยคณะสงฆ์ ได้จัดตั้งสำนักเรียนที่วัดฉางข้าวน้อยเหนือ ซึ่งเป็นวัดเจ้าคณะอำเภอในสมัยนั้น

ท่านกับสามเณรมอน อินกองงาม ได้พากันเดินไปศึกษาตลอดพรรษา ซึ่งมีระยะทางไกลประมาณ ๓ กม. ต้องเดินผ่านทุ่งนา การไปมาลำบากมาก ครั้นออกพรรษาแล้วก็ได้ย้ายไปอยู่วัดฉางข้าวน้อย เพื่อการศึกษาทั้งนักธรรมและวิชาสามัญ

พระภิกษุ

พระอุโบสถ วัดป่าเหียง

ภาพ www.thai-tour.com

เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ก็ได้กลับมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดป่าเหียง ในวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๑ เจ้าอธิการแก้ว ขัตติโยเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ฮอม โพธิโกเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สม สุรินโท เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ครั้นลุถึง พ.ศ. ๒๔๖๒ ทางการคณะสงฆ์ ได้ทำการเปิดสอบนักธรรมสนามหลวงขึ้น ณ วัดเชตวัน จังหวัดเชียงใหม่ พระมหานายกเป็นผู้นำข้อสอบมาเปิดสนามสอบ ในสมัยนั้นข้อสอบวิชาละ ๒๑ ข้อ นักเรียนธรรม ๗ จังหวัดในภาคพายัพ ได้มารวมสอบแห่งเดียว มีนักเรียนทั้งหมดประมาณ ๑๐๐ รูป จังหวัดลำพูนมี ๑๑ รูป รวมทั้งท่านพระภิกษุพรหมา

กรรมการตรวจข้อสอบได้ทำการตรวจทุกคืน ครั้นสอบเสร็จแล้วหนึ่งวัน ก็แจ้งผลการสอบทันที ผลปรากฏว่าได้เพียง ๒ รูปคือ พระทองคำ วัดเชตุพน จังหวัดเชียงใหม่รูปหนึ่ง กับท่านพระภิกษุพรหมา พฺรหฺมจกฺโก อีกรูปหนึ่ง นอกนั้นสอบตกหมด

เมื่อถึงคราวกลับลำพูน ท่านมหานายกพร้อมคณะผู้นำข้อสอบมีความสนใจ ได้ติดตามมาถึงวัดป่าเหียง ซึ่งเป็นวัดเดิมของท่านพระภิกษุพรหมา ท่านพระมหานายกได้มาขอต่อพระอุปัชฌาย์และพ่อแม่พี่น้อง เพื่อจะรับเอาไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ แต่พระอุปัชฌาย์และพ่อแม่พี่น้องต่างก็เป็นห่วงเป็นใย ไม่อนุมัติให้ไป โดยอ้างเหตุผลไปต่าง ๆ นานา

มีตอนหนึ่งพระอุปัชฌาย์ได้หันมาพูดกับท่านครูบาพรหมา "ถ้ารักตัวก็จงตั้งใจปฏิบัติธรรม" ท่านครูบาพรหมาได้ฟังแล้วก็กำหนดจดจำไว้ในใจ เรื่องก็ยุติลงไป แต่ท่านก็รู้สึกเห็นใจ และขอบพระคุณพระมหานายกเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้กรุณามาขอถึงที่อยู่ด้วยความหวังดี อนึ่ง ก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในตนเองที่มีบุญไม่ถึง จึงมีอุปสรรคทำให้ไม่ได้ไปศึกษาต่อ ให้มีความรู้ทางธรรมเท่าที่ควร

ต่อนั้นมา ท่านก็ได้หวนระลึกถึงคำพูดของพระอุปัชฌาย์ที่ว่า “ถ้ารักตัว ก็จงตั้งใจปฏิบัติธรรม” นั้นยังก้องอยู่ในหู จึงได้พยายามศึกษาหาความรู้ในด้านการปฏิบัติธรรม จากครูบาอาจารย์ผู้รู้ อาทิท่านพวะครูพิทักษ์พลธรรม (ครูบาหวัน มหาวโน) และพระครูภาวนาภิรัต (ครูบาอินทจักโก) ซึ่งเป็นพระพี่ชายที่อยู่ในสำนักเดียวกัน ยิ่งกว่านั้น ยังได้เดินทางไปศึกษาหาความรู้ ในข้อวัตรปฏิบัติธรรม จากครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน คือ

ท่านครูบาแสน ญาณวุฑฒิ วัดหนองเงือก ท่านครูบาบุญมา ปารมี วัดกอม่วง และท่านครูบาอนุ ธมฺมวุฑฒิ วัดพานิชเป็นต้น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาหาทางปฏิบัติที่ถูกต้อง พร้อมกับเวลานั้นก็รู้สึกสังเวชในชีวิตของตน เนื่องด้วยชีวิตเป็นของไม่แน่นอน ความตายเป็นของแน่นอน ก่อนที่ยังไม่ถึงแก่ความตายนี้ ขอให้ได้บำเพ็ญสมณธรรมไว้ให้เต็มความสามารถ จะเป็นที่อุ่นใจและพอใจในชีวิต จึงได้น้อมจิตไปในทางปฏิบัติธรรม

ป่าธุดงค์

อาศัยความตั้งใจและความนึกคิดมาเป็นเวลาแรมปี ลุถึงอายุ ๒๔ พรรษา ๔ วันอังคารที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ เพ็ญเดือน ๘ (เดือน ๑๐ เหนือ) ซึ่งเป็นวันเข้าพรรษา ท่านก็ตัดสินใจกราบลาพระอุปัชฌาย์พร้อมทั้งโยมพ่อโยมแม่และญาติพี่น้องที่มาพร้อมกันที่วัด เพื่อออกไปอยู่ป่าบำเพ็ญสมณธรรม

พระครูพิทักษ์พลธรรม

(ครูบาหวัน) วัดป่าเหียง

ครั้นได้เวลา ก็ออกจากวัดด้วยใจที่เต็มไปด้วยความนึกคิด ห่วงอาลัยในพระอุปัชฌาย์ และโยมพ่อแม่ตลอดจนญาติพี่น้อง แต่ก็หักใจจากได้เพื่อมุ่งบำเพ็ญสมณธรรม เป็นการสนองคุณบิดามารดา และดำเนินตามครรลองแห่งพุทธสาวกทั้งหลาย ที่เป็นมาแล้วแต่ในอดีต โดยเดินทางมุ่งสู่ดอยน้อยซึ่งตั้งอยู่ฟากแม่น้ำปิง เขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางไกลประมาณ ๑๒ กม.มีสามเณรอุ่นเรือน (ต่อมาเป็นพระอธิการอุ่นเรือน โพธิโก วัดบ้านหวาย) ติดตามไปด้วย วันรุ่งขึ้น ก็มีท่าน พระครูพิทักษ์พลธรรม (ครูบาหวัน วัดป่าเหียง) ได้กรุณาติดตามไปอีกท่านหนึ่ง

ได้พักจำพรรษา อยู่ในศาลาเก่าคนละหลัง บำเพ็ญสมณธรรม ได้รับความอุปถัมภ์จากญาติโยมที่อยู่ในแถบนั้นเป็นอย่างดี ครั้นออกพรรษาแล้วก็ได้พากันเดินทางกลับมาคารวะพระอุปัชฌาย์ พักอยู่เพียง ๓ คืนก็ได้กราบลาท่านพระอุปัชฌาย์ เพื่อเดินทางไปสู่ป่าอีก พอได้เวลาประมาณตี ๓ ก็ถือเอาบาตรจีวร กับหนังสือ ๒-๓ เล่ม พร้อมทั้งกาน้ำและผ้ากรองน้ำ แล้วออกเดินทางไปอยู่ป่า

วันนั้น เป็นวันเดือน ๑๒ (เดือนยี่เหนือ) แรม ๓ ค่ำ การเดินทางลำบากมาก เพราะเป็นเวลากลางคืนต้องเดินทางผ่านทุ่งนาไกลประมาณ ๕-๖ กม. บาตรจีวรก็เปียกชุ่มไปหมด

“นึก ๆ ดูก็เหมือนนักโทษตลอดชีวิต ที่แอบหนีออกจากคุกตะราง ซึ่งถูกกักขังมาตั้งหลายสิบปี” ท่านครูบาพรหมากล่าว

พอไปถึงชายป่าก็เป็นเวลาสว่างพอดี จึงหยุดพักพอหายเหนื่อย ครั้นได้เวลาภิกขาจารก็ออกเดินทางไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งมี ๒-๓ หลัง. จำได้ว่าเป็นบ้านฮ่องแฮ่ ตำบลท่าตุ้ม อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ได้ข้าวนึ่ง ๒-๓ ก้อน แล้วก็กลับออกมาถึงกลางทุ่งนาที่มีน้ำ ได้นั่งลงที่มุมคันนา ปรารภจะฉันข้าว เปิดฝาบาตรขึ้นพิจารณาอาหารตามปัจจเวกขณวิธี ขณะนั้นความคิดก็เกิดขึ้น คิดถึงเรื่องพระพุทธเจ้าในคราวเสด็จออกทรงผนวช แล้วเสด็จไปโปรดสัตว์คือบิณฑบาตในวันแรก

“นี่นับว่าเป็นโชคดีของเราที่เราจะได้ปฏิบัติดำเนินตามรอยยุคลบาทของพระพุทธองค์” ท่านคูรบาพรหมารำพึง ทันใดนั้นจิตใจก็เต็มตื้นไปด้วยปีติเกิดขึ้นท่วมท้นหัวใจเป็นเหตุให้ น้ำตาอันไร้เจตนาได้หลั่งไหลลงโดยไม่รู้สึกตัว ท่านได้แข็งใจเอาผ้ามาเช็ดน้ำตาเสีย แล้วลงมือฉันข้าวเปล่า ๆ พอประทังชีวิตให้เป็นไป

ครั้นฉันเสร็จแล้วก็เดินเข้าป่า ผ่านไปทางหนองเจดีย์ ไปพักสงบหลบผู้คนอยู่ในป่าข้างห้วยแม่วังส้าน พอถึงตอนเย็นก็มีพระน้องชาย (พระครูสุนทรคัมภีรญาณ) และสามเณรอีกรูปหนึ่งได้ไปตามหา แล้วก็พากันเดินทางต่อไป ก็ไปพบหนองน้ำในป่าชื่อหนองปลาสะเด็ด (ปลาหมอ) ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีร่องรอยปรากฏอยู่ข้างถนนหน้าโรงเรียนบ้านโทกน้ำกัด

ได้พักค้างอยู่ที่นั่น ๑ คืน พอรุ่งสว่างก็ออกบิณฑบาตมาฉัน แล้วเดินทางเข้าป่าไปอีก ที่ไหนน้ำมีท่านก็พักอยู่ที่นั่น

หลวงพ่อ (องค์ขวาสุด) ถ่ายเมื่ออายุ ๒๖ พรรษา ๖

พ.ศ. ๒๔๖๖ ระหว่างการเดินธุดงค์

ใน ๒-๓ วันแรกได้อาศัยอยู่ตามป่าบวกกอหญ้า ขณะนั้นมีพระน้องชายอีกองค์หนึ่งคือ พระภิกษุแสงและโยมพ่อได้ตามหาอีก

ต่อจากนั้นก็พากันเดินทางไปพักอยู่ที่กู่พระป่า ห้วยปันจ๊อย หล่าแก้ว เหล่ายาว ดอยเหลี่ยม ดอยหยูด ดอยแดด ดอยเปา ดอยไก่เขี่ย ฯลฯ ตามลำดับไปจนถึงป่าช้าบ้านแอ่น นาแก่ง และบ้านตาล เขตอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่และที่อื่น ๆ หลายป่าดงพงไพร และขุนเขาเป็นเวลาหลายสิบปี จนไม่สามารถจะจดจำนำมาเล่าสู่กันฟังให้สิ้นสุดได้

การอยู่ป่าบางครั้งก็ได้รับความสะดวกสบายพอสมควร บางครั้งก็ได้รับความลำบากยากเข็ญเหลืออดเหลือทน ดูเหมือนจะเอาชีวิตจิตใจไปแลกเอา ซึ่งศีลธรรมกรรมฐานเสียจริง ๆ

ดังเช่นในปีแรกแห่งการออกอยู่ป่า เป็นฤดูใบไม้ร่วง ท่านครูบาพรหมาพร้อมด้วยผู้ติดตามอีก ๒ รูป คือพระครูสุนทรคัมภีรญาณและพระภิกษุมุง วัดป่าเหียงได้พากันเดินทางไปอยู่ในป่าห้วยแม่ทัง เชิงดอยดงนังกัสสะคีรี ที่มีชื่อปรากฏในตำนานโบราณว่าเป็นแหล่งที่อยู่ของเสือ ในเขตอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นป่าใหญ่ทึบสงัดวังเวง พากันอาศัยอยู่ตามเกาะทรายร่องห้วย เป็นที่บำเพ็ญสม ณ ธรรมตอนกลางคืนได้ยินเสียงเสือร้องไม่ขาด ตอนเช้าก็ได้เห็นรอยเท้าเสือปรากฏตามบริเวณที่ใกล้เคียงแทบทุกวัน จึงต่างก็มีความหวั่นไหวและเตรียมตัวอยู่เสมอ

อยู่ไป ๆ ก็มีคืนวันหนึ่ง เวลาประมาณสี่ทุ่ม ท่านครูบาพรหมากำลังสวดมนต์ ภาวนาขณะนั้นพระภิกษุมุงได้กระโดดเข้ามาหาอย่างคนเสียสติ เข้ามาหมอบแนบข้างอย่างใกล้ชิด มีอาการตัวสั่นเหมือนคนเป็นไข้

"อ้าว....อะไรกันนี่" ท่านครูบา ถาม

"เสือครับ" พระภิกษุมุงตอบ

"เห็นตัวมันรึ"

"เห็นครับ"

"เห็นกี่ตัว"

"เห็น ๒-๓ ตัว กำลังเดินเข้ามาที่นี่ ครับ"

"อย่ากลัว เราเป็นพระ เรามาดีไม่ต้องกลัว" ท่านครูบาพรหมากล่าวปลอบใจ ทันใดก็ได้ยินเสียงอะไรเหยียบใบไม้แห้งช้า ๆ เข้ามาทางบนตลิ่งห้วย ฟัง ๆ ดูเหมือนเสียงเสือย่องจริง ๆ ท่านครูบานึกรำพึงว่า

"เออ...ชีวิตของเราจะถึงจุดจบเสียที่นี่แล้วหรือหนอ ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี พระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ คุณงามความดีของเราเท่านั้น ที่จะเป็นที่พึ่ง ณ บัดนี้"

แล้วท่านครูบาพรหมาก็ตั้งสติแข็งใจจับได้ไม้เท้าลุกขึ้นยืนร้องออกไปว่า

“ใครมานี่ พวกเราอยู่ที่นี่ ให้หลีกหนีไปทางอื่นเสีย อย่าได้เข้ามาที่นี่"

พอพูดขาดคำ เสียงที่ย่องเข้ามาก็หายเงียบไป ไม่ทราบว่าเป็นเสียงอะไรและหายไปไหน สักครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงคนจุดประทัดดังก้องไปทั้งป่า ท่านครูบาพรหมาจึงค่อยนั่งลง แล้วเรียกพระที่กำลังกลัวตัวสั่นอยู่นั้นว่า

“มุง ๆ ลุกขึ้นมา ไม่ใช่เสือตามที่เธอกลัวหรอก คงจะเป็นศรัทธาชาวบ้านมาหลอนทอด (ทอดผ้าป่าหรือทอดกัณฑ์หลอน) แล้วย่องเข้ามากระมัง”

อันนี้เป็นประเพณีทางเหนือและทางอีสาน ถือกันว่า การถวายทานผ้าป่านี้ ถ้าผู้รับไม่รู้ตัว มีอาการสะดุ้งตกใจมากเท่าใด ก็ถือกันว่าได้บุญมากเท่านั้น

ครั้นตกถึงเวลารุ่งสว่าง ก็มีศรัทธาชาวบ้านพากันมาหลายสิบคน เพื่อทำบุญตักบาตร ท่านครูบาพรหมาจึงได้เล่าความเป็นมาตอนกลางคืนที่แล้วให้ญาติโยมฟัง พวกญาติโยมต่างคนก็กลับปิติยินดีว่า ได้มาถวายทานทอดในคืนที่แล้วนี้ได้บุญมาก เพราะครูบาอาจารย์สะดุ้งตกใจ ในที่สุดท่านครูบาพรหมาจึงได้เตือนพวกที่มาถวายทานว่า

"พิธีทานทอดผ้าป่าแบบนี้ ทำให้ผู้รับสะดุ้งตกใจเกินควร ต่อไปไม่ควรทำ"

ขณะนั้นก็มีคนแก่ชราที่เคยเดินป่าบอกว่า การอยู่นอนป่า ถ้ากลัวเสือ กลัวหมี กลัวช้างป่า ตอนกลางคืนให้หาฟืนมาสุมไฟไว้ เพราะสัตว์เหล่านั้นมันกลัวไฟ จักไม่มาทำอันตราย แต่ถ้าป่าแห่งใดมีแรดอาศัยอยู่ตลอดกลางคืน อย่าได้สุมไฟเป็นอันขาด เพราะแรดเป็นสัตว์ไม่ชอบไฟ ถ้ามันเห็นไฟลุกขึ้นที่ไหนก็จักไปที่นั่น เพื่อเยี่ยวรดกองไฟให้ดับไป แล้วมันก็จะทำอันตรายผู้คนในที่นั้น

การเดินธุดงค์ของท่านครูบาในฤดูแล้ง ก็เดินกันไปตามอัธยาศัยในที่เป็นสัปปายะ อันเป็นที่สบายพอสมควร พอถึงฤดูเข้าพรรษาก็มีพวกศรัทธาชาวบ้านผู้ใจบุญ มาทำกระต๊อบเล็ก ๆ ให้อยู่อาศัยตามในป่า

พอออกพรรษา ขาดน้ำฟ้าสายฝนแล้ว ก็ออกเดินทางไปตามราวป่าอีก โดยทำนองนี้เป็นเวลาหลายสิบปี

ภัยธรรมชาติ

ครูบาคำ คันธิโย

วัดดงหลวง ลำพูน

ท่านครูบาพรหมาเล่าว่า การอยู่ป่าในปีแรกรู้สึกลำบากมาก เนื่องจากเวลานั้นในจังหวัดภาคเหนือ ยังไม่ปรากฏว่าจะมีพระองค์ไหนออกอยู่ป่ามาก่อน จึงทำให้ประชาชนเกิดความสนใจแล้วพากันมาดู ถามนั่นถามนี่ บางพวกก็พากันมานั่งจ้องมองดูเป็นเวลานานตั้งครึ่งวัน ทำให้เกิดความรำคาญไม่สงบ จึงต้องมีการโยกไปย้ายมา เพื่อหลีกเร้นหลบหน้าผู้คนอยู่เสมอ

บางครั้งก็มีเพื่อนสหธรรมิกได้ติดตามไปหลายรูป ในตอนแรกก็มีพระน้องชายพร้อมกับโยมพ่อ ซึ่งได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ได้ติดตามไปด้วย ในตอนหลังบางครั้งก็มีครูบาอาจารย์หลาย ๆ ท่าน อาทิท่านครูบาคำ คันธิโย วัดดงหลวง สิบลี้ เป็นต้น ได้กรุณาให้ความอบอุ่นไปอยู่ด้วย

บางครั้งก็ได้ติดตามท่านครูบาภาวนาภิรัต (พี่ชาย) วัดวนาราม น้ำบ่อหลวงไปเป็นครั้งเป็นคราว

ท่านว่า การอยู่ป่าต้องมีความอดกลั้นและใจสูงพอ มิฉะนั้นจะเกิดความหวั่นและท้อใจเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศและสภาพการณ์ของป่าซึ่งมีสารพัดอย่าง ทั้งสิงสาราสัตว์ สิ่งแวดล้อมที่เป็นเครื่องก่อกวนอารมณ์ เช่น เหลือบ ยุง ริ้น ไต่ตอมตลอดวันเวลา ตอนกลางคืนจะได้ยินเสียงร้องของสัตว์ เช่น เสือ นกปู่ติ๊ก (นกถืดทือ) เป็นต้น พอถึงฤดูใบไม้ร่วงก็ร้อนจนเกือบจะไม่มีที่อยู่อาศัย ฤดูหนาวก็หนาวเย็นเป็นที่สุด เพราะไม่มีสิ่งกำบัง

ผู้อยู่ป่าก็ย่อมจะได้พบเป็นประสบการณ์ เช่น ที่นั่ง ที่นอน จะเป็นดินเป็นทราย หรือเป็นหินเป็นแร่อย่างไรไม่เข้าใจ พอถึงคราวพักผ่อนก็อยู่นอนกันไปอย่างนั้น บางครั้งฝนตกชั้นดินชื้นแฉะ นอนไม่ได้ ก็ขึ้นนอนตามขอนไม้ แต่แล้วพอตื่นขึ้นก็ปรากฏว่าลงไปนอนอยู่ตามพื้นดินกันหมด บางครั้งก็ต้องนอนในน้ำเหมือนกับควายนอนปลัก

มีครั้งหนึ่งท่านครูบาพรหมาพร้อมด้วยคณะได้ไปอาศัยอยู่ป่า ไกลจากหมู่บ้านห้วยปันจ้อย อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ประมาณ ๒ กม.ในวันแรกที่ไปจึงพากันแยกกันอยู่ตามโคนต้นไม้ ต่างก็นึกว่าคืนนี้จะสบายดี เพราะที่นั่นสงบ มองดูท้องฟ้าก็แจ่มใส แต่พอถึงกลางคืนดึกประมาณตี ๒ ก็เกิดมีฝนห่าใหญ่หลั่งไหลตกลงมา พระทุกองค์ไม่มีกลดไม่มีร่ม ต่างก็พากันลุกขึ้นไหว้พระ เอาผ้าคลุมศีรษะ นั่งภาวนาอยู่ ในที่สุดก็นอนลง

ทันใดนั้นก็มีน้ำป่าไหลหลากมา ทั้งฝนก็กระหน่ำตกไม่ขาดสาย พวกท่านก็ปล่อยเลยตามเลย นอนกันอยู่อย่างนั้น เพราะต่างก็ง่วงนอนเต็มแก่ พอตื่นขึ้นก็เป็นเวลาสว่าง ท่านครูบาพรหมาได้เหลือบตามองดูจีวรที่ห่มอันเปียกชุ่มว่ามันเป็นอย่างไร ปรากฏว่าเป็นดินทรายไปหมด ยกเกือบไม่ขึ้น น่าสังเวชใจในชีวิตของตนเป็นกำลัง นึกปลอบใจตนเองว่า ช่างมันเถอะอะไร ๆ ล้วนแต่อนิจจัง ทุกขังอนัตตาทั้งนั้น.

พอถึงเวลาภิกขาจาร ก็มีพวกศรัทธาชาวบ้านมากันมากหลายเพื่อตักบาตร พวกท่านก็เอาจีวรที่เปียกแฉะเป็นดินเป็นทรายนั่นแหละห่มคลุมไปบิณฑบาต ขณะนั้นมีคนแก่คนหนึ่ง ชื่อพ่อพญาอักขระราชสาราจารย์ พอแกมองเห็นสภาพของพระธุดงค์เปียกม่อลอกม่อแลกเช่นนั้น แกก็ร้องไห้โฮออกมาด้วยความสงสารสภาพชองพระธุดงค์ พลอยทำให้คนอื่นพลอยหลั่งน้ำตาลงด้วยเป็นแถว

ธรรมคำสอน

การปฏิบัติธรรม ท่านครูบาพรหมา (หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า) ได้เทศนาไว้มาก พอจะสรุปเป็นใจความได้ว่า

ขั้นแรกท่านได้ตั้งใจสมาทาน อธิษฐานเอาธุดงควัตรและธุดงคธรรมตามกำลังที่จะปฏิบัติได้ แล้วได้ฝึกหัดเป็นคนสันโดษ มักน้อย อยู่ง่าย ฉันง่าย ปรับปรุงจิตใจให้เข้ากับธรรมชาติ พยายามฝึกใจให้อาจหาญเป็นสมาธิ ด้วยสมถภาวนา มีพุทธานุสสติและอภิณหปัจจเวกขณะเป็นต้น แล้วพิจารณาสังขาร รูปนาม ให้เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขังอนัตตา ตามระเบียบ วิธีแห่งการปฏิบัติธรรม ทั้งนี้มิใช่มุ่งหมายอย่างอื่นหากมุ่งหมายตามที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้เราประพฤติมิใช่เพื่อหลอกลวงคน มิใช่เพื่อเรียกร้องให้คนนับถือ มิใช่เพื่อลาภสักการะและความสรรเสริญเยินยอ ที่แท้พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติเพื่อ สังวร คือ ความสำรวม เพื่อ ปหานะ คือ ความละเว้น และเพื่อ นิโรธะ คือความดับทุกข์"

บิณฑบาตเหลือเข็ญ

ท่านหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า (ครูบาพรหมา) ได้เล่าว่า การบิณฑบาตตามธรรมดาพระของเราต้องอาศัยปัจจัย ๔ มีจีวร บิณฑบาต เป็นต้น เป็นกิจวัตรและนิสัย ตามที่พระอุปัชฌาย์ได้สอน ในวันแรกบวชพระอยู่ที่ไหนก็อาศัยหมู่บ้านที่นั่น เป็นที่โคจรคามบิณฑบาต พระย่อมมีหม้อข้าวทิพย์อยู่ในมือ เมื่อถึงเวลาภิกขาจาร ถ้าพระไม่ขี้เกียจ เพียงแต่ถือเอาหม้อข้าวทิพย์ ไปยืนนิ่งอยู่ตามประตูบ้าน โดยที่ไม่ต้องออกปากขอ เขาก็จะให้และพระก็จะได้ทุกราย เว้นแต่มีเหตุ ถ้าพระขี้เกียจ ไม่อาศัยลำแข้งของตนก็มีหวังอด เว้นแต่พระมีสตางค์และผู้อุปถัมภ์

โดยเฉพาะการเดินธุดงค์อยู่ในป่า การบิณฑบาตรู้สึกว่าลำบากมาก ไม่แน่นอนเหมือนพระอยู่ในหมู่บ้าน อะไร ๆ ก็ดูเหมือนเป็นอนิจจัง ทุกขัง ไปเสียหมดบางวันได้กับข้าวพอสมควรแก่ความต้องการ บางวันก็มีผู้นำมาถวายจนฉันไม่หมด บางวันก็ได้แต่ข้าวเปล่า ๆ ถึงกับต้องขอบิณฑบาตพริกกับเกลือจากโยมผู้ติดตาม เพื่อเอามาขยำเป็นน้ำพริก เอายอดหญ้าจี๊ยอบ (หญ้าไมยราพ) มาจิ้มน้ำพริกฉันก็มี บางครั้งต้องฉันข้าวกับของหวานเพียงนิดหน่อย พอยังชีวิตให้เป็นไป

ดังมีครั้งหนึ่ง ท่านครูบาพรหมาพร้อมด้วยพระภิกษุสามเณรหลายรูป ได้พากันไปอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง เป็นที่กันดาร หลังจากไปภิกขาจารบิณฑบาตกลับมาแล้ว ก็ปรากฏว่า ได้แต่ข้าวกับน้ำอ้อยก้อนคนละนิดละหน่อย ท่านครูบาพรหมาผู้มีใจสูง ได้มองดูหน้าพวกสามเณรเล็ก ๆ ด้วยความสลดใจแล้วพูดว่า

"เออ.....เณรน้อย วันนี้พวกเราจะต้องฉันข้าวกับน้ำอ้อย ซึ่งเป็นของมีค่า โดยเจตนาดีของผู้ถวาย"

"พวกเธอทั้งหลายอย่าเข้าใจว่าเป็นของเล็กน้อย จงพากันฉันด้วยความเคารพเถิด ให้นึกเสียว่าเราฉันเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อฉัน"

"จงนึกน้อมโน้มถึงพระพุทธเจ้าของเรา ในขณะที่ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่ ท่านได้ทรงอดกลั้นมาแล้วเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นการบำเพ็ญที่แสนยากยิ่งกว่านี้ร้อยเท่าพันทวี"

“ด้วยอุบายอย่างนี้ จะบรรเทาความยากลำบากลงได้"

บางวันบิณฑบาตไม่ได้อะไรเลย ต้องยอมจำนน อดอาหาร วันหนึ่งบ้าง ๒-๓ วันบ้างก็มี ทั้งนี้เพราะไม่เจอหมู่บ้าน เพราะมีน้ำในลำห้วยลึกไหลนองขวางกั้นทางไป จึงต้องปลงอนิจจังแล้วเดินทางกลับ บางครั้งก็ได้บุกป่าฝ่าดงขึ้นดอยและลอยข้ามห้วยไปได้ไม่ตลอด ต้องกลับคืนก็มี ดังเช่นครั้งหนึ่ง คณะธุดงค์มีท่านพระครูภาวนาภิรัต วัดน้ำบ่อหลวงเป็นประธาน ได้พากันเดินธุดงค์ เที่ยวไปทางอำเภอแม่สะเรียง ไปนอนพักที่ห้างไร่ของชาวเขาห้วยแม่เหาะ แม่สาย ขณะนั้นมีพวกลัวะอมพรายประมาณ ๓๐ คน ได้มาที่นั้นแล้วบอกว่า

"ตุ๊ ๆ วันพูกเจ๊านี้ นิมนต์ไปกุมข้าวดี่บ้านตู๋เน้อ" (แปลว่า "พระ ๆ พรุ่งนี้นิมนต์ไปบิณฑบาต ที่บ้านข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย" )

ท่านพระครูพรหมาถามว่า "บ้านอยู่ทางไหน ใกล้หรือไกล ทางไปดีอยู่รึ"

"บ้านอยู่ตางหล่ายดอยนี้ บ่อปอไกล๋หนตางไปก็ดี้" (บ้านอยู่ทางฟากเขาฟากโน้น ไม่ไกลเท่าไหร่ ทางไปก็ดี) ชาวลัวะอมพรายตอบ

พอถึงเวลาเช้าตรู่ ท่านครูบาพรหมากับครูบามูล ก็ได้เตรียมตัว พากันออกเดินทางไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านชาวลัวะ โดยที่เข้าใจว่าคงไม่ไกล และทางไปก็คงจะดี แต่ที่ไหนได้ ท่านทั้งสองกลับได้เดินบุกป่าฝ่าดงไปตามทางห้วยอันขรุขระตามที่เขาบอก จากห้วยก็ขึ้นดอย คราวนี้สะพายบาตรอย่างธรรมดาไม่ไหว เพราะดอยชันทางขึ้นลำบาก ต้องเอาสายบาตรมาคล้องคอ แล้วปีนป่ายเกาะต้นไม้ขึ้นไป ๆ ได้ประมาณ ๕๐ วา เล่นเอาท่านครูบาทั้งสองเหนื่อยหอบจนขาสั่น มีเหงื่อไหลโทรมไปทั้งตัว ครูบามูลทนไม่ไหวจึงออกปากว่า

"อโห วตอาหารคเวสิทุกขัง....การแสวงหาอาหารเป็นทุกข์แท้หนอ ไม่ได้ฉันก็ไม่ฉันละ"

เพราะไม่สามารถจะปีนป่ายไต่เขาต่อไปได้สำเร็จ ตกลงเลยพากันเดินทางกลับ

ฉันธุดงค์

หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า (ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก) ท่านมีการขบฉันอาหารอย่างง่าย ๆ ธรรมดา ๆมีอะไรก็ฉันไปอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารผักหรืออาหารเนื้อ ถ้าเป็นของบริสุทธิ์สะอาดและชอบธรรม ท่านก็ฉันไปตามปัจจัยบังเกิด เพราะชีวิตของบรรพชิตเนื่องด้วยผู้อื่น คราวอยู่ป่าก็ฉันตามโคนต้นไม้เหนือดินเหนือหญ้า บางครั้งก็ฉันกับน้ำฝน เพราะมีฝนตกขณะที่กำลังฉัน บางครั้งต้องยกเลิกกลางคันก็มี ทั้งนี้เพราะเกี่ยวกับสัตว์ป่ามารบกวน

ดังเช่นครั้งหนึ่ง ท่านพร้อมด้วยคณะ ซึ่งมีพระครูภาวนาภิรัต วัดน้ำบ่อหลวงเป็นประธาน ไปอาศัยอยู่ป่าทองกวาว วังหัวควาย อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน หลังจากบิณฑบาตกลับมา ต่างก็พากันนั่งฉันตามโคนต้นไม้ ทันใดนั้นก็มีช้างของหมู่ปางไม้หลุดออกจากโซ่ วิ่งมุ่งตรงมาทางนั้น ส่งเสียงร้องสนั่นหวั่นไหวมาตามป่า มีคนร้องบอกว่า

"ช้าง ๆ"

สักครู่ก็เห็นตัวมันจริง ๆ กำลังวิ่งตรงเข้ามาทางนั้น พวกพระที่กำลังฉันข้าวได้เพียงองค์ละคำสองคำ ต่างก็ตกตะลึงลุกขึ้นโดยเร็ว พากันยืนแอบอยู่ตามต้นไม้ ประเดี๋ยวช้างก็วิ่งมาถึงที่นั่นแล้วผ่านเลยไป ทิ้งความหวาดหวั่นไว้ให้แก่ผู้อยู่ไม่น้อย และพลอยอดข้าวตาม ๆ กันเสียวันหนึ่ง ทั้งนี้เพราะถือธุดงค์ฉันข้าวมื้อเดียวเป็นวัตร เมื่อลุกขึ้นผละจากบาตรข้าวแล้ว จะกลับนั่งลงฉันอีกไม่ไต้

ยอดอด ยอดทน

การโยกย้ายหรือเดินทางไกลเมื่อมีความจำเป็นจึงจะมีการโยกย้ายไปที่อื่นสักครั้งหนึ่ง อาศัยการอยู่นานหลายปีท่านจึงไปได้ไกลพอดู ไปได้หลายจังหวัด ท่านไปถึงประเทศพม่าและประเทศลาว ทั้งนี้มิได้ประสงค์จะไปชมบ้านชมเมืองหรือเสาะแสวงหาอะไรอื่น นอกจากการปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ ตามปกติก็เดินไปด้วยเท้าไม่ว่าใกล้หรือไกล นาน ๆ จะมีผู้ศรัทธานิมนต์ขึ้นรถสักครั้งหนึ่ง

การเดินทางไกลบางครั้งก็ไต้รับความสะดวกสบายพอสมควร แต่บางครั้งก็ได้รับความลำบากยากเข็ญเหลืออดเหลือทน จนแทบจะเอาตัวไม่รอดก็มี ดังเช่นครั้งหนึ่ง ท่านกับพระเณรหลายรูปด้วยกัน ได้เดินทางจากลำพูนเข้าไปเชียงแสน เชียงราย ไม่อาศัยกลดและร่ม คราวฝนตกก็เปียกชุ่ม คราวแดดร้อนก็ร้อนถึงขนาด

ครั้นไปถึงเชียงแสน พักอยู่ไม่นานเพราะฝนตกหนัก ไม่มีที่พักอาศัย จึงได้พากันเดินทางกลับด้วยความจำเป็นจำใจ เดินจากตัวจังหวัดมาอำเภอพาน ซึ่งครั้งกระนั้น ถนนหนทางขรุขระทุรกันดาร ต้องเดินทั้งกลางวันและกลางคืน มาถึงอำเภอพานก็เป็นเวลาเกือบจะเที่ยงวัน จึงได้พากันหยุดพักเตรียมตัวออกบิณฑบาต

พวกชาวบ้านเห็นก็พากันถามว่า จะเอาข้าวสุกหรือข้าวสาร ตอบว่าเอาข้าวสุกพอได้ข้าวแล้ว ก็พากันแวะเข้าไปยังวัด ๆ หนึ่งชื่อวัดเกตุแก้ว ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นั้นพบเจ้าอาวาสเป็นคนใจดี มีพรรษาอายุมาก ชื่ออาจารย์แก้ว พอท่านเห็นก็ถามขึ้น

"สูลุกไหนมา กิ๋นแปลแล้วกา" (พวกท่านมาจากไหน ฉันเพลแล้วหรือยัง )

"ยัง....ยังบ่ได้กินข้าวงายเตึ้อ" (ยังไม่ได้ฉันข้าว)

"เอ๊อ....ตะวันปอจะเตี่ยงนังบ่กิ๋นข้าวงาย" (เออ.....ตะวันเกือบจะเที่ยงยังไม่ได้ฉันข้าวเช้า) เจ้าอาวาสร้องเอะอะ แล้วเร่งให้สามเณรและเด็กวัดรีบจัดสำรับขันข้าวนำมาถวายโดยเร็ว เพราะใกล้จะหมดเวลาอยู่แล้ว.

แต่เป็นที่น่าประหลาด คณะพระธุดงค์ยังไม่ทันจะได้ฉันอาหาร ก็มีเหตุอันอันเป็นไปพากันฟุบลงสลบไสลหลับไปหมดทุกรูป ท่านหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า (ครูบาพรหมา) รู้สึกตัวตื่นขึ้นก็เป็นเวลาบ่าย ๓ โมงครึ่งพอดี ท่านเหลียวซ้ายแลขวาก็เห็นหลับกันหมด ก็รู้สึกสังเวชสลดใจจึงได้ลุกขึ้นปลุกให้ตื่นแล้วถามว่า ได้ฉันข้าวกันแล้วหรือยัง

ต่างก็ตอบอย่างงง ๆ ว่าไม่รู้ ท่านครูบาพรหมาก็รู้ได้ทันทีว่า เนื่องเพราะพากันเดินทางมาไกลแสนไกล ทั้งกลางวันกลางคืน จึงอ่อนเพลียกันอย่างแสนสาหัส พอจะได้ฉันข้าวก็ให้มีเหตุอันเป็นไปไม่ได้ฉัน เพราะร่างกายอ่อนเพลียจนทนไม่ไหวนั่นเอง

"พวกเราจงพากันอดกลั้นต่อไป อย่าน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่ไค้ฉันข้าว ถึงแม้ร่างกายของเราจะหิวและอ่อนเพลียสักเท่าไรก็ตาม ส่วนใจของเราจงทำให้เข้มแข็งและอิ่มเอิบด้วยธรรมกันเถิด" ท่านครูบาพรหมากล่าวปลอบใจหมู่คณะ

ฝ่ายเจ้าอาวาสวัดเกตุแก้วผู้มีใจอารี เมื่อเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็เข้ามาถามไถ่เรื่องราว ครั้นได้ทราบความแล้ว ก็มีใจเมตตาเอื้ออารี รีบจัดหาน้ำส้มน้ำหวานอันเป็นน้ำปานะมาเลี้ยงพอเป็นยาชื่นใจ และประทังความหิวไปวันหนึ่ง มิหนำซ้ำยังได้นิมนต์คณะพระธุดงค์ พักค้างอยู่ที่วัดอีก ๒-๓ วันและบอกข่าวพวกศรัทธาชาวบ้านให้มาทำบุญกันจนหนาแน่นวัดทีเดียว

สัตว์ป่า

หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า (ครูบาพรหมา) ท่านเล่าว่า สัตว์ป่าอาทิ เสือ หมี ช้างป่าไม่เคยได้พบเห็นตัวของมันโดยเฉพาะ แต่เคยได้ยินเสียงของมันร้อง และได้เห็นร่องรอยของมันปรากฏตามในที่ใกล้เคียงหลาย ๆ ครั้ง ครั้งหนึ่งพวกท่านซึ่งมีพระครูภาวนาภิรัต วัดน้ำบ่อหลวงเป็นหัวหน้าคณะ ได้ธุดงค์ไปพักจำพรรษาอยู่วัดร้าง ดอยจอมทอง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทางหลังวัดเป็นป่าทึบ

วันหนึ่งมีสามเณร ๒ องค์ที่ติดสอยห้อยตามได้พากันไปเอาฟืนในป่า แล้วผูกมัดมาเป็นลูกหามเหมือนหามหมู ทั้งประกาศมาตามทางว่า "หามหมู ๆ"  ตามความคะนองของวัยรุ่น พวกนายพรานและชาวป่าถือว่า การทำเช่นนี้เป็นการผิดป่า ผีฟ้าจะทำร้ายเอา โดยให้เสือมาแอบคาบไปกินในเวลากลางคืน

ตกถึงตอนกลางคืนก็มีเสือใหญ่ร้องเสียงดังไต่ตามทางทางที่สามเณรหามฟืนมาจนถึงที่อยู่ มาร้องครางอยู่นอกรั้วที่เขาล้อมกันวัวควาย ไกลจากกุฏิประมาณ ๕-๖ วา ชั้นแรกพวกคณะพระธุดงค์ก็ตกตะลึงหวาดหวั่นกัน ต่อมาก็พากันนั่งสงบจิต นึกถึงคุณพระแล้วแผ่เมตตาไปหามัน จะเป็นด้วยอานุภาพของคุณพระ หรือมันขี้เกียจร้องอย่างไรไม่ทราบ ประมาณ ๑๐ นาที มันก็หันเข้าป่าไป

มีคนแก่คนหนึ่งชื่อพ่อน้อยเฮือน ที่ได้ติดตามไปด้วยแกพูดว่า

“นี่คือเณรเขาไปทำผิดป่า ถ้าเป็นคนธรรมดาแล้ว จะต้องถูกเสือคาบเอาไปกินคืนหนึ่งแน่นอน นี่ดีแต่ว่า พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม”

อีกครั้งหนึ่ง ท่านครูบาพรหมาได้เดินทางจากดอยเต่ามาอำเภอลี้พร้อมด้วยคณะ และผู้ติดตามหลายคน มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มาพักค้างคืนที่ห้วยแม่ตูบซึ่งเป็นป่าทึบ มีคนบอกว่าป่านี้มีเสือร้าย แต่พวกของท่านก็จำใจนอนเพราะเป็นเวลาค่ำมืดเสียแล้ว จะเดินต่อไปข้างหน้าก็ไปไม่ได้ตลอด

ถึงตอนกลางคืนเวลาดึก ก็ปรากฏว่ามีเสือใหญ่มาจริง ๆ แต่พวกท่านไม่รู้เห็น เพราะเดือนมืด และกำลังนอนหลับ ทั้งมีฝนตกเสียด้วย พอถึงรุ่งสว่างก็เห็นรอยเท้าของเสือใหญ่ไต่ตามทางมา แล้วมาหยุดอยู่ที่หัวนอนใกล้ ๆ โคนไม้ใหญ่ซึ่งท่านครูบาพรหมาอาศัยนอนที่นั่นไกลประมาณ ๑ วา

ท่านว่า ได้สังเกตดูรอยของมันเหยียบไปย่ำมาจนแหลกเหลว มันคงจะมายืนมองดูอยู่ที่นั่น ตั้งนานไม่น้อยกว่า ๑ ชั่วโมง แล้ว สังเกตดูรอยเท้าของมันเดินกลับไปทางเก่า พวกคนที่ติดตามต่างก็มารุมล้อมกันดูด้วยความแปลกใจ

มีคนแก่คนหนึ่งชื่อพ่อน้อยโน ได้หันมาถามว่า “ท่านอาจารย์มีมนต์คาถาอะไร เสือจึงไม่กัด”

“มีเหมือนกัน คือพระพุทธมนต์ที่เราสวดกันอยู่ทุกวันนี้แหละ โดยเฉพาะเราเชื่อคุณของพระ เรามีความมั่นใจและเต็มใจยินดี ด้วยความดีของเรา แล้วนึกแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ว่า ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงอยู่เป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีเวรภัยซึ่งกันและกันเลย ขอเทวดาที่อยู่ในป่านี้ อยู่ในรุกขวิมานนี้ จงอยู่เป็นสุข ๆ เถิด นึกแผ่เมตตาเพียงเท่านี้ก็นอนหลับสบาย” ท่านครูบาพรหมาตอบ

อย่าพึ่งผี

คนแก่คนนั้นได้ถามต่อไป “เรื่องผีสางนางไม้และพระภูมิ ท่านอาจารย์ถือ และเอาเป็นที่พึ่งหรือครับ”

“เรื่องนี้ถ้าจะนับว่าถือก็ถือเหมือนกัน คือถือว่าผีสางก็เป็นสัตว์มีชีวิต เป็นผู้ข้องค้างและเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วย เราเพียงแต่แผ่เมตตาให้เขาเป็นสุขพ้นทุกข์เท่านั้น ไม่ได้เอาเป็นที่พึ่ง”

“เราเป็นพระ จะเอาผีเป็นที่พึ่งทำไม เพราะพระเป็นผู้ประเสริฐ มีศีลยิ่งกว่าผี ถ้าขืนไปเอาผีเป็นที่พึ่งก็ผิดพระธรรมวินัย ทางที่ถูกที่ดี ผีนั่นแหละควรเอาพระเป็นที่พึ่ง แม้แต่ฆราวาสที่ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ท่านยังห้ามไม่ให้เอาผีเป็นที่พึ่ง ถ้าขืนไปไหว้ผีและเอาผีเป็นที่พึ่ง ก็ขาดจากสรณคมน์ ที่พึ่งอื่นไม่ประเสริฐเหมือนพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งอันประเสริฐให้เกิดความสวัสดี”

งานธุระ

วัดพระพุทธบาทตากผ้า

ท่านเป็นประธานอำนวยการสร้างวัดพระพุทธบาทตากผ้า อาทิเช่น อุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ และโรงเรียนพระปริยัติธรรม “พรหมจักรสังวรกิตติขจรประชาสรรค์” เป็นต้น ทั้งได้ซ่อมพระวิหารและพัฒนาสถานที่ทั้งหมดให้เจริญขึ้นมาโดยลำดับ ดังที่สาธุชนทั้งหลายได้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้

นอกจากนี้ท่านยังเป็นประธานสร้างกำแพง ซ่อมอุโบสถ วิหาร และเจดีย์วัดพระนอนม่อนช้าง เป็นประธานสร้างโบสถ์ ศาลาการเปรียญ และกุฏิวัดป่าหนองเจดีย์ ไต้สร้างวิหารวัดม่อนมะหินขึ้น ๑ หลังเป็นประธานสร้างพระวิหารและโรงเรียนประถมปลาย “พรหมาประชาอุทิศ” บ้านมะกอก

ได้ช่วยเหลือสร้างวิหารวัดบ้านหวาย กุฏิวัดช้างศ้ำ และที่อื่นอีกหลายแห่ง ได้จัดตั้งสำนักเรียนนักธรรมบาลี และตั้งสำนักปฏิบัติธรรมขึ้น ณ ที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า มีครูดำเนินการสอนเป็นลำดับมา ทั้งได้ส่งพระภิกษุสามเณรเปรียญไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ เป็นจำนวนหลายสิบรูป

แพร่ธรรม

หลวงพ่อ พระพุทธบาทตากผ้าเล่าว่า ในตอนแรก ๆ แห่งการเดินธุดงค์ก็ไม่ค่อยสนใจในการเผยแพร่ธรรม เพราะมุ่งทำประโยชน์ส่วนตนเสียก่อน มีแต่คอยหลีกเร้นหลบหน้าผู้คนอยู่เสมอ ๆ ครั้นต่อมาในตอนหลัง ๆ จึงมีการเผยแพร่ตามโอกาสเวลาอันมาถึง โดยมาคำนึงว่ามนุษย์เราจะอยู่โดยลำพังคนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยซึ่งกันและกันเป็นธรรมดา เราเป็นพระต้องอาศัยญาติโยมบำรุงส่งเสริมด้วยปัจจัย ๔ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จัดว่าเขามีคุณแก่เรา ควรที่เราจะตอบแทนใช้หนี้เขา ด้วยการแนะนำพร่ำสอน และประพฤติปฏิบัติให้เป็นตัวอย่างที่ดี เพื่อเขาจะได้นำไปคิดและปฏิบัติตาม

ความจริงการเผยแพร่และการแนะนำสั่งสอน เป็นหน้าที่ของพระโดยตรงอยู่แล้วจึงได้ดำเนินการเผยแพร่ นับตั้งแต่ได้อบรมพระภิกษุสามเณรมาทุกปีทุกเดือนและทุกวันพระ นอกจากนี้ก็ได้แต่งหนังสือสุภาษิตคำสอน หนังสือคำถามคำตอบเรื่องหนานตั๋นกับหนานปัญญา หนังสือทาน ศีล ภาวนา หนังสือคำถามคำตอบเรื่องศีลสมาธิ ปัญญา หนังสืออภิณหปัจจเวกขณะ และหนังสือเขมสรณาคมน์เป็นต้น ทั้งได้จัดและอนุมัติให้พระภิกษุสามเณรที่มีความรู้ ความสามารถออกทำการเผยแพร่ตามวัดและตามหมู่บ้านเป็นลำดับมา

สมณศักดิ์

เรื่องสมณศักดิ์และการเป็นนั่นเป็นนี่ ที่จริงหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้าไม่ปรารถนา ท่านชอบอยู่เฉย ๆ ตามธรรมดาของนักปฏิบัติ แต่ทางการคณะสงฆ์ก็ได้แต่งตั้งให้เป็น “พระครูพรหมจักรสังวร” ฝ่ายอรัญวาสี เพื่อความดีความชอบ และเพื่อเป็นเกียรติแก่ลูกศิษย์ลูกหา เป็นพระวิปัสสนาจารย์ควบคุมอบรมพระภิกษุสามเณร และอุบาสกอุบาสิกาที่ปฏิบัติธรรมประจำสำนัก

เป็นเจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ ผู้ให้กำเนิดแก่พระภิกษุสามเณรภายในวัด เป็นเจ้าสำนักเรียน อำนวยการศึกษาพระปริยัติธรรม และเป็นประธานกรรมการมูลนิธิพระพุทธบาทตากผ้า และในเวลาต่อมา ท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น “พระสุพรหมยานเถร”

ผีสางนางไม้

วัดพระบาทยั้งหวีด อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่

ท่านเล่าว่า เรื่องผีสางนางไม้และพระภูมินี้เป็นพวกอทิสมานกาย ที่มนุษย์ธรรมตาสามัญไม่สามารถจะมองเห็นได้ด้วยตา แต่บางครั้งก็ดูเหมือนว่า แสดงตัวให้ปรากฏ และส่งเสียงให้ได้ยินเอาจริง ๆ ซึ่งท่านได้เคยประสบมาหลายครั้ง ดังจะขอเล่าให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง เพื่อเป็นความรู้เรื่องผี และเป็นทางวินิจฉัย

เรื่องมีว่า ครั้งหนึ่ง ท่านพร้อมด้วยคณะรวม ๗ รูปด้วยกัน พากันเดินทางจากเชียงแสนมาจำพรรษาที่พระบาทยั้งหวีด อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านพอสมควร ได้ตกลงใจว่า จะต้องจำพรรษาที่นั่น และที่นอกกำแพงวัดนั้น มีต้นมะตูมใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง มีหอพระภูมิที่ทำด้วยไม้อยู่หลายสิบหลัง

วันแรกที่มาถึง ปู่ล่ามวัดบอกว่า ที่นั่นเป็นที่อยู่ผีเสื้อวัด เป็นผีกะยักษ์ (ผีปอบ) ดุร้ายมากใครจะไปขว้างปาผลมะตูมไม่ได้ ถ้าใครขืนไปขว้างก็กลับไม่ถึงบ้านต้องล้มตายเลือดไหลออกปากคอทุกราย

ท่านหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้าก็นึกว่า มันจะถึงขนาดนั้นจริงหรือ?

แต่แล้วพอตกถึงกลางคืน ท่านพร้อมด้วยคณะก็พากันสวดมนต์ทำวัตร แล้วก็นั่งคุยกันถึงเรื่องการจะจำพรรษาและเรื่องเจ้าที่ธรณี ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงสุนัข ๔-๕ ตัวเห่าวิ่งจากต้นมะตูมเข้ามาทางประตูวัด เห่าถอยหลังเข้ามา ๆ จนถึงประตูพระวิหาร

ท่านว่า สังเกตตูกิริยาท่าทางของสุนัขที่เห่า วิ่งไปวิ่งมา ผู้ที่ถูกเห่าคงจะมีตัวใหญ่และสูงมาก ทำเอาพวกท่านตกตะลึงกัน สักพักหนึ่งสุนัข ก็เห่าติดตามออกไปทางประตูวัดจนถึงต้นมะตูมอีก

“คงจะเป็นเทวดาเจ้าที่ธรณีมาแอ่วหา (มาเยี่ยม) พวกเราเพราะพวกเราเป็นแขกมาอยู่ใหม่ ต่อไปพวกเราทั้งหลายอย่าได้ประมาท จงตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม แล้วแผ่เมตตาไปถึงเทวดาเจ้าที่ให้มีความสุขทั่วหน้ากันเถิด”

ท่านพูดกับพวกพระเณร ส่วนในใจท่านนั้นนึกคิดตามภาษิตที่ว่า จงชนะความไม่ดีของเขา ด้วยความดีของเรา

ครั้นอยู่ต่อมาอีก ๒-๓ วันตอนกลางคืน ๆ หนึ่ง เวลาดึกประมาณสี่ทุ่ม พวกพระเณรปรารภจะพักผ่อนหลับนอนกัน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนขึ้นที่ต้นมะตูมคล้ายกับร้องไห้หาคนตาย

ในชั้นแรกก็ได้ยินเสียง ๆ เดียว หนักเข้าก็มีขึ้นหลายเสียง ทั้งเสียงใหญ่และเสียงเล็ก กะประมาณจะมีหลายสิบเสียงและมีเสียงเยือกเย็น จนชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงก็ได้ยินไปด้วย พวกพระเณรก็พากันตื่นตกใจวิ่งหากันวุ่น

“ดีแล้ว เจ้าที่ธรณีส่งเสียงอนุโมทนาสาธุกับพวกเรา เราไม่ต้องกลัว”

หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้ากล่าวปลอบพระเณร เมื่อรุ่งสว่างก็มีชาวบ้านพากันมาถามพวกพระเณรว่า

“เมื่อคืนนี้ไผเป๋นอันหยัง ไห้ ๆ หุย ๆ กันมีหม้อมี่มอ” (เมื่อคืนใครเป็นอะไรร้องไห้กันกระจองอแง)

“พวกเราอยู่ทางวัดก็ได้ยินเสียงทางบ้าน เข้าใจว่าชาวบ้านคงจะตายกันสักคนแน่จึงพลอยกลัวผีกันวุ่น” พระเณรตอบ

พวกชาวบ้านได้ทราบความดังนั้นก็กระซิบกระซาบกันแล้วบอกว่า “พอแล้ว เข้าใจแล้ว” ต่างก็พากันลากลับ

บริเวณนี้ คือสถานที่บำเพ็ญสมณธรรม

กระท่อมในป่า บริเวณรอยเท้าของท่าน

ด้านหลังวัดในปัจจุบัน

ครั้นอยู่ต่อมาอีก ๑ วัน ปู่ล่ามวัดก็มาบอกว่า

“ผีเสื้อวัดไปเข้าสิงคนในหมู่บ้าน ออกปากออกเสียงว่า ตู๋ข้าได้อาศัยอยู่ต้นมะตูมนี้มานานแล้ว ถึงกับมีลูกเต้าตั้งหลายสิบ ก็อยู่สบายตลอดมา”

“บัดนี้มีพระสงฆ์องค์เจ้ามาอาศัยอยู่วัดนี้ ตู๋ข้าทั้งหลายจะอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว ขอลาไปอยู่ที่อื่น ลาก่อน”

ต่อมาพวกชาวบ้านก็พากันมาตัดต้นมะตูมใหญ่นั้น แล้วเผาหอพระภูมิทำลายเสียหมด ก็ไม่เห็นใครเป็นอันตรายสักคนเดียว

ตามเรื่องที่กล่าวมา ที่เกี่ยวกับสัตว์ร้ายและผีสาง ท่านผู้อ่านผู้ฟังอาจจะเข้าใจไปว่า ท่านเป็นคนวิเศษวิโสและขลังศักดิ์สิทธิ์ แต่เปล่าทั้งนั้น เรื่อง อย่างนี้ท่านมิได้เกี่ยวข้อง ท่านมีแต่เมตตาพรหมวิหารเท่านั้น จะเห็นได้ในปัจจุบัน มักจะมีผู้คนมาขอความศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นอย่างนี้กับท่านบ่อย ๆ แต่ท่านกับบอกว่า

“อาตมาเป็นพระธรรมดา เคยแต่แผ่เมตตา เจริญพุทธมนต์ ให้ศีลให้พรเท่านั้น”

พร้อมกันนั้น ท่านยังได้แนะนำปรับความเข้าใจในการแผ่เมตตาให้แก่กันและกัน และเน้นถึงการนับถือพระรัตนตรัย ทั้งได้อธิบายถึงเรื่อง นาถกรณธรรม คือ ธรรมเป็นที่พึ่ง ให้แก่ญาติโยมทั้งหลายอีกด้วย เป็นอย่างนี้เสมอมา

 
 

พุทธบาทตากผ้า

หลังจากที่ท่านได้เดินธุดงค์ไปตามป่าและตามนิคมหลายที่หลายแห่ง เป็นเวลาหลายสิบปี ไต้รับความสุข ความทุกข์ความทรมาน ได้ผ่านประสบการณ์มามากต่อมากแล้ว ท่านก็ได้มาพักอยู่ วัดป่าหนองเจดีย์ ตำบลท่าตุ้ม อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นวัดร้างมาหลายร้อยปี ตามคำนิมนต์ของครูบาอาจารย์และญาติโยม ได้มาประจำอยู่ที่นั้น ๔ พรรษา.

หลังจากนั้นก็ได้ย้ายมาอยู่วัดพระพุทธบาทตากผ้า อันเป็นปูชนียสถานสำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นวัดร้างมาตั้งพันกว่าปีได้ ประจำอยู่พรรษาเดียวก็ได้ย้ายไปอยู่ป่าม่อนมะหิน ประจำอยู่ที่นั่น ๒ พรรษาแล้ว ได้ย้ายมาอยู่วัดป่าหนองเจดีย์อีก ๒ พรรษา

ลุถึง พ.ศ. ๒๔๙๑ ได้กลับมาอยู่ที่วัดพระพุทธบาทตากผ้าอีกเป็นครั้งที่ ๒ ได้จำพรรษาที่วัดพระพุทธบาทตากผ้าติดต่อกัน ตั้งแต่นั้นมาถึงปัจจุบันนี้ เพื่อเป็นการพักผ่อนและทำกิจพระศาสนา อันเป็นสาธารณประโยชน์พร้อมกับ สังขาร ร่างกายของท่านก็ย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว จะเดินธุดงค์บุกป่าฝ่าดงอย่างสมัยแต่ก่อนไม่ไหว แต่ถึงกระนั้นในฤดูแล้ง ปีไหน เดือนไหน มีโอกาส ท่านก็อุตส่าห์พาภิกษุสามเณรไปเดินธุดงค์อยู่ตามป่าหรือป่าช้าเป็นครั้งคราว เพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหาได้ทราบปฏิปทาในการเดินธุดงค์ แล้วกลับมาจำพรรษาที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ยังวัด

ท่านได้อาศัยร่มไม้บุนนาคต้นหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่หน้ากุฏิเป็นที่นั่งบำเพ็ญสมณธรรม เป็นประจำมาทุกเช้า ตลอดฤดูแล้งและกลางพรรษา

เพื่อตน- ผู้อื่น

อบรมธรรมแก่ศิษย์

บริเวณใต้ร่มบุนนาค

หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้าท่านปกครองลูกศิษย์เหมือนพ่อปกครองลูก ไม่มีอคติ ยกย่องบุคคลที่ควรยกย่อง ติเตียนบุคคลที่ควรติเตียน ท่านพร่ำสอนลูกศิษย์สอนแล้วสอนอีก ท่านค่อยพูดช้า ๆ หนักแน่น ชักเรื่องราวมาประกอบ พยายามจะให้ศิษย์เข้าใจและเป็นคนดี บรรดาลูกศิษย์ลูกหาต่างก็มีความเคารพนับถือท่านอย่างอาจารย์และบิดาร่วมกัน ต่างพากันปฏิบัติตามโอวาทคำสอนของท่านเป็นอันดี

ท่านไม่เคยด่าลูกศิษย์ด้วยคำหยาบเลยแม้แต่ครั้งเดียว อย่างหนักก็แค่คำพูดด้วยความท้อใจว่า “คนนี้มันจากที่ไหนมาเกิดหนอ ?" เท่านั้น การเฆี่ยนตีศิษย์ก็ไม่เคยมี

ถ้าหากลูกศิษย์คนไหนหัวดื้อหัวรั้นว่ากล่าว ๒-๓ ครั้งยังไม่กลับใจทำดี หรือทำผิดระเบียบวินัย ท่านก็จะมอบให้พระผู้ช่วยของท่านจัดการตามสมควรแก่โทษานุโทษ โดยความเป็นธรรม ปัจจุบันท่านมีอายุมากแล้ว

ท่านมอบภาระการปกครองให้พระผู้ช่วยทำแทน ท่านพยายามปลีกตัวหาเวลาทำกิจวัตรของตนตามควรแก่ฐานะของผู้มีวัยชรา

เบื้องต้นเมื่อสมัยท่านอยู่ป่าเป็นพระป่าราว ๒๐ พรรษาแรก ท่านพยายามหลีกเลี่ยงการก่อสร้าง ท่านไม่ตั้งใจจะเป็นนักก่อสร้าง ท่านตั้งใจจะเป็นพระนักปฏิบัติแต่อย่างเดียว เมื่อท่านไปอยู่ที่แห่งใด ก็มีญาติโยมทำตูบ (กระต๊อบ) เล็ก ๆ ให้ท่านพออยู่ได้พรรษาหนึ่งหรือสองพรรษาเท่านั้น

ดังมีคราวหนึ่ง ท่านจำพรรษาที่อารามป่าห้วยป่าดงใกล้กับหมู่บ้านหล่ายแก้ว-เหล่ายาว อ.บ้านโฮ่ง สมัยนั้นครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทยได้มาพักอยู่ที่วัดหล่ายแก้ว พอทราบข่าวและกิตติศัพท์ของครูบาพรหมา (หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า) ที่เป็นผู้ปฏิบัติอยู่เป็นกิจวัตร ท่านครูบาศรีวิชัยอยากจะเห็นตัวและสนทนาด้วยจึงให้คนมานิมนต์ครูบาพรหมาไปที่วัดหล่ายแก้ว หลังจากที่ได้ถามถึงความทุกข์สุขกันแล้ว มีตอนหนึ่งท่านครูบาศรีวิชัยพูดว่า

ครูบาศรีวิชัย

"ท่านปฏิบัติถูก ปฏิบัติเพื่อตนเอง ข้าขออนุโมทนาด้วย ส่วนข้านี้ยังยุ่งอยู่ ทำเพื่อผู้อื่นอยู่"

จะเห็นได้ว่าหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้าครั้งแรกท่านทำ (ปฏิบัติธรรม) เพื่อตัวของท่านเองเสียก่อน มาตอนหลังนี้อาศัยสังคมและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับท่านเป็นผู้มีอายุย่างเข้าสู่วัยชราการเดินธุดงค์ไปจำพรรษาโดยไม่เป็นที่เป็นทางเป็นการลำบาก ประกอบกับครูบาอาจารย์ของท่านซึ่งมี ครูบาปารมี วัดกอม่วง คูรบาฮอม วัดธรรมสังเวช ครูบามหา วัดป่าเหียง เป็นประธานพร้อมด้วยญาติโยมได้ไปนิมนต์ท่านมาพักอยู่วัดป่าหนองเจดีย์ ท่านจึงได้เป็นประธานร่วมกันสร้างเสนาสนะ เช่น อุโบสถ ศาลาการเปรียญ และกุฏิขึ้นหลายหลัง จากนั้นท่านก็ไปจำอยู่วัดม่อนมะหิน ก็ได้เป็นประธานสร้างวิหารและเสนาสนะอื่นอีกหลายหลัง

ตอนหลังนี้ คณะกรรมการสงฆ์ มีเจ้าคณะจังหวัด พร้อมด้วยเจ้าคณะอำเภอ และนายอำเภอเป็นประธาน เห็นว่าวัดพระพุทธบาทตากผ้า เป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในอำเภอป่าซาง ขาดผู้ทะนุบำรุงดูแลรักษา จึงได้พร้อมใจกันไปนิมนต์ท่านมาประจำอยู่ ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้าท่านจึงได้มาเป็นประธานอำนวยการสร้างเสนาสนะถาวรวัตถุทุกสิ่งอย่าง ทั้งได้บูรณะซ่อมแซม พระวิหาร มณฑปครอบรอยพระพุทธบาทที่ท่านครูบาศรีวิชัยสร้างไว้เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๒ ให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

ซึ่งคณะกองการพัฒนา กรมการศาสนาได้ยกระดับวัดพระพุทธบาทตากผ้าให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างวัดหนึ่งในจังหวัดลำพูน

ลาภสักการะ

พูดถึงลาภสักการะ ก็นับว่าท่านเป็นผู้มีลาภสักการะมากองค์หนึ่ง แต่ท่านไม่สะสม ไม่เก็บและไม่ถือเป็นสมบัติส่วนตัว ของทุกสิ่งที่ทายกนำมาถวายทั้งที่วัดก็ดี ถวายในกิจนิมนต์ที่อื่นก็ดี แม้นิตยภัตรส่วนตัวก็ดี ท่านก็มอบไว้เป็นสมบัติของสงฆ์เพื่อบำรุงการศึกษาและความเป็นอยู่ของพระภิกษุสามเณรทั้งวัด ตลอดถึงการบำรุงสาธารณสุขกุศลและสงเคราะห์คนยากจน

เมื่อท่านไปที่ไหนก็ต้องมีผู้ติดตามเป็นไวยาวัจกร ผู้รับจ่ายค่ารถ ค่าเรือ ท่านไม่เคยบอก ไม่เคยสั่งให้ผู้ใกล้ชิด ให้จัดการอย่างนั้นอย่างนี้ มีบางคราวญาติของท่านมาเยี่ยมเยือน ท่านอยากจะให้สิ่งของอะไรแก่ญาติ ท่านก็จะเรียกพระองค์อื่นในนามของสงฆ์มาปรึกษาถาม แล้วจึงจัดให้ไปเพื่อเป็นการสงเคราะห์ญาติ

ทุกวันนี้ ท่านไม่ทราบว่าเงินของสงฆ์หรือของใครอยู่ที่ไหน มีเท่าไร ท่านไม่เคยถามถึง นอกจากว่า ท่านจะไปทำบุญที่นั่นที่นี่ ท่านจึงบอกให้พระเณรจัดการถวายไปเท่านั้น ท่านเป็นผู้ไม่สะสมปัจจัยลาภ แม้ในกุฏิของท่านก็มีเพียงบาตรกับผ้าปูนั่งปูนอน หมอนและหนังสือหนังหากับหยูกยารักษาโรคที่จำเป็นเท่านั้น

หนักแน่น

หลวงพ่อ พระพุทธบาท ตากผ้าท่านมีนิสัยใจคอชอบสะอาด เยือกเย็นและละเอียดสุขุม ไม่หุนหันพลันแล่น เช่น บางครั้งมีลูกศิษย์ลูกหา ที่ไม่เดียงสาและไร้สติปัญญา ทะเลาะกันต่อหน้าต่อตาท่าน ท่านยังทำใจดียิ้มออกมา แล้วห้ามปราม แต่พอล่วงไปสองวันสามวันพวกนั้นหายโกรธกันแล้ว ท่านจะเรียบมาอบรมสั่งสอนให้กลับตัวกลับใจเป็นคนดี

นิสัยท่านเป็นผู้เมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง ดำเนินตามปฏิปทาในธรรมเป็นเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่อย่างแท้จริง ท่านเป็นห่วงลูกศิษย์ลูกหาเรื่องการเป็นอยู่ การศึกษาเล่าเรียนตลอดถึงการขบฉัน เวลาฉันข้าวท่านจะมองมาทางลูกศิษย์หรือให้เด็กที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ไปดูพระเณรว่า อาหารอะไรขาด แล้วท่านจะหยิบเอาอาหารในสำรับของท่านส่งไปให้

ท่านเป็นผู้มีใจหนักแน่น ไม่หวั่นไหวตามโลกธรรมง่าย ๆ ท่านมีสติสัมปชัญญะยับยั้งไว้ทัน ไม่แสดงออกมาให้เห็นภายนอกดังมีคราวหนึ่ง มีผู้แต่งหนังสือกล่าวหาท่านว่า ไปเรียนศาสนาจากพม่า โดยมีคนฆราวาสเป็นครูสอน มีคนมาบอก ท่านไม่ตอบว่ากระไร ท่านก็เฉยอยู่ ไม่แก้ตัว ภายหลังมีคนพูดถึงบุคคลนั้นเข้า ท่านก็เฉย ไม่ต่อเรื่องราว ได้แต่นั่งฟังและไม่เคยตำหนิ

อีกครั้งหนึ่ง ท่านเดินธุดงค์ไปพบโครงกระดูกของคนเก่าแก่ที่เขาเก็บไว้ ณ วัดศรีชุม จังหวัดลำปาง ท่านได้ขอกับเจ้าอาวาส แล้วให้โยมนำมาเก็บไว้ใส่ตู้ ณ ศาลาการเปรียญ เพื่อเอาไว้พิจารณาเป็นทิฏฐกรรมฐานแก่ผู้สนใจในการปฏิบัติธรรม บังเอิญปีนั้นเกิดฝนแล้ง คนไม่ได้ทำนากัน จึงเป็นเหตุให้มีผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์เข้าใจผิด กล่าวหาติฉินนินทาด่าว่ากันไปต่าง ๆนานาว่า

"เป็นเพราะไอ้นั่น เอาโครงกระดูกมาไว้ เลยทำให้เกิดอาถรรพ์ฝนแล้ง ชาวบ้านไม่ได้ทำนากัน”

ท่านได้ทราบแล้วก็ไม่ว่าอะไร ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ ถึงกับมีผู้ใหญ่หลายท่าน เช่น ท่านอาจารย์เมธา วัดน้ำบ่อหลวงมาถามว่า

"ได้ยินเขาเล่าว่า ติฉินนินทาท่านเป็นอันมาก ท่านคิดและเคยว่าอะไรให้เขาบ้าง"

หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้าตอบว่า

"ไม่เคยว่าอะไร แต่คิดว่าเป็นโชคดี ที่เราเป็นพระมานานแล้ว เคยได้ยินแต่เขาสรรเสริญเยินยอว่าดีทั้งนั้น ซึ่งจะพาให้หลงก็ได้ มาบัดนี้ได้ยินเขาด่าว่าร้ายและติฉินนินทา ก็นึกว่าให้เขาติเขาด่าเสียบ้างก็ดีเหมือนกัน เรามีขันติไม่ใช่เอาไว้ต้มแกงเราเอาไว้อดไว้ทนต่างหาก"

ต่อมาปรากฏว่ามีฝนตกลงมา พวกศรัทธาชาวบ้านได้ทำไร่ทำนากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถึงงานกฐิน ท่านจึงได้ประกาศปรับความเข้าใจแก่ญาติโยมทั้งหลาย ด้วยเรื่องโครงกระดูกว่า เป็นอสุภกรรมฐานอันผู้ปฏิบัติธรรมควรใฝ่ใจ ยิ่งกว่านี้ ท่านยังกล่าวให้ศีลให้พรและอโหสิแก่ผู้ที่ติฉินนินทาท่านอีกด้วย

ระเบียบ

ท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีสติสัมปชัญญะควบคุมตัวอยู่เสมอ ท่านพยายามที่สุด เมื่อจะทำ จะพูด จะคิด ไม่ให้มีผิดเป็นรอยด่างพร้อยแม้แต่นิดเกิดขึ้น ท่านเป็นผู้มีนิสัยใจคอละเอียดถี่ถ้วน ทำอะไรก็เป็นระเบียบ จัดแล้วจัดอีก ทำอะไรต้องให้ได้ส่วนสัดเช่น การปลูกต้นไม้เป็นต้น บางทีเขาปลูกไว้ไม่ค่อยได้แถวได้แนว ท่านจะต้องให้เด็กขยับให้จนได้ที่ ยิ่งเป็นโต๊ะหมู่บูชาที่หน้าพระแล้ว ท่านต้องจัดให้เป็นระเบียบอยู่เสมอ แจกัน กระถางธูปและเชิงเทียน ต้องให้วางไว้ถูกที่ บางทีสวดมนต์ทำวัตรแล้วท่านเหลือบไปเห็นไม่ตั้งที่เดิม ท่านจะลุกจากที่ไปจัดใหม่จนได้ที่

นักสังเกต

ท่านเป็นนักสังเกตผู้หนึ่งเช่น ท่านไปที่วัดไหน ท่านย่อมจะสังเกตและจดจำไว้ได้อย่างแม่นยำว่า วัดนั้นวิหารอยู่ตรงไหน กุฏิมีลักษณะอย่างไร ตลอดจนบันไดมีกี่ขั้น ท่านจะสอนลูกศิษย์ลูกหาให้มีความช่างสังเกตตามมาด้วย บางครั้งก็มักจะสอบถามผู้ติดตามไปว่า บันไดมีกี่ขั้น ดังนี้เป็นต้น

มีครั้งหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๖ ท่านพร้อมด้วยคณะผู้ติดตาม ได้เดินทางจากอำเภอลี้มาถึงบ้านป่าพลู อำเภอบ้านโฮ่ง ได้ทราบข่าวว่า ท่านอาจารย์สม สุรินโท และท่านอาจารย์อินทจักรมาพักอยู่ถ้ำบนบ้านห้วยหละ ท่านครูบาพรหมาจึงได้แวะไปเยี่ยม หลังจากได้นมัสการและสนทนากันพอสมควรแล้ว ท่านได้สังเกตดูภายในถ้ำ แล้วมองขึ้นไปข้างบนปากถ้ำ ได้เห็นหินก้อนหนึ่งใหญ่ประมาณเท่ากระบุงเขื่อง ๆ ยื่นออกมา ทั้งมีรอยแตกร้าวรอบ ๆ ท่านจึงออกปากพูดว่า "หินก้อนนั้นสำคัญ น่ากลัวจะหล่นลงมา อาจทำให้เป็นอันตรายกับชีวิตได้"

พวกชาวบ้านหลายคนที่อยู่ในที่นั้นต่างไม่เชื่อ พวกเขาว่า หินก้อนนั้นมันอยู่มาหลายร้อยหลายพันปีแล้ว มันยังไม่ตก ถ้าหากก้อนหินมาตกลงในเวลานี้ก็นับว่าเป็นกรรมแล้ว

ท่านครูบาพรหมา หรือหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า จึงให้กระเหรี่ยงคนหนึ่งชื่อ ภาตี้ โมฮา ไปเอาไม้ไผ่ยาวประมาณ ๓ - ๔ วา เอามาแหย่หินก้อนนั้น ท่านเตือนให้ทุกคนระวัง ออกให้ห่างไกล ทันใดนั้น พอกระเหรี่ยงภาตี้ โมฮา เอาไม้แหย่นิดเดียวเท่านั้น ก้อนหินนั้นก็ร่วงหล่นตูมลงมาตรงที่ท่านอาจารย์ทั้งสองเคยนั่งสวดมนต์ทำวัตรกันนั้นจริง ๆ มีเศษหินกระเด็นไประเกะระกะ ผู้ที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างก็มองหน้ากันด้วยความตกตะลึง คนแก่คนหนึ่งหัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า

"อือ...ถูกต่านว่าแต้" (ถูกท่านว่าแท้)

อีกคนพูดว่า

"นี่คือเทวดาบ่องปาก บ่อั้นก็คงต๋ายกั๋นหลายคน" (นี่คือเทวดาบ่องปาก มิฉะนั้นก็คงตายกันหลายคน)

ที่เล่ามานี้ คือคุณค่าของความเป็นผู้ช่างสังเกตรอบคอบ ของหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า ซึ่งเป็นคุณประโยชน์กับผู้อื่นอีกด้วย

อีกอย่างท่านชอบเขียนบันทึกกิจประจำวัน แม้ปัจจุบันนี้ท่านก็ยังทำอยู่ ท่านจะบันทึกไว้ว่าตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ท่านทำอะไร ไปที่ไหน มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ท่านจะบันทึกไว้หมด ท่านทำมากว่า ๒๐ ปีแล้ว

ธรรมสมาธิ

หลวงพ่อ พระพุทธบาทตากผ้า ได้สอนวิธีเจริญสมาธิภาวนา "พุทธานุสสติกรรมฐาน" อย่างย่นย่อ ดังนี้ คือ

สำหรับผู้ชายให้นั่งขัดสมาธิสำหรับผู้หญิงให้นั่งพับเพียบวางทิศทางให้สงบเรียบร้อย แล้วประนมมือขึ้นระหว่างอก น้อมจิตระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย

กิริยาอันไหว้แห่งข้าพเจ้า จงมีแด่พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้าเถิด

พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า มีพระคุณหาค่าประมาณมิได้ ขอพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า พระกรรมฐาน และครูบาอาจารย์ ผู้ให้กรรมฐาน จงเป็นสรณะที่พึ่งแก่ข้าพเจ้า

บัดนี้ข้าพเจ้าขอเจริญภาวนา พุทธานุสสติกรรมฐาน ขอเอาซึ่งปีติและอุปจารสมาธิธรรมเจ้าดวงประเสริฐมาบังเกิดในจิตใจแห่งข้าพเจ้า ในอิริยาบถอันข้าพเจ้านั่งภาวนานี้เทอญฯ

จากนั้นวางมือลงหงายซ้อนกันไว้บนตัก มือขวาซ้อนทับมือซ้าย หลับตางับปาก หายใจเข้าออกให้สบาย ๆ ตั้งกายตรงดำรงสติไว้เฉพาะหน้า คอยกำหนดลมหายใจ ขณะเมื่อหายใจเข้าให้นึกว่า "พุท" ขณะหายใจออกให้นึกว่า "โธ" ไปเรื่อย ๆ เอาสติผูกไว้ที่ปลายจมูก ให้ปักจิตปักใจดิ่งลง ดิ่งลง แล้วหยุดนึกในใจว่า พุทโธ พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรมะ

ให้พยายามนึกไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเกิด ปีติ คือความอิ่มเอิบใจ และอุปจารสมาธิคือ ความตั้งใจมั่น ใกล้ต่ออัปปนาฌานจะบังเกิดขึ้น อันจะเป็นปทัฏฐานของวิปัสสนาภาวนา ต่อไปให้นั่งทำประมาณ ๑๕ นาที เป็นอย่างน้อยเมื่อสมควรแก่เวลา ให้ประนมมือขึ้นจบใส่หัว เป็นเสร็จพิธี

ผู้เจริญสมาธิภาวนาแบบพุทธานุสสติกรรมฐานนี้ พึงปลูกศรัทธา ความเชื่อ ปสาทะ ความเลื่อมใส และสติ ความตามระลึกเป็นไปในพระคุณของพระพุทธเจ้าจริง ๆจึงจะเป็นการดี

วิปัสสนา

หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า ได้สอนวิธีทำวิปัสสนา อย่างย่นย่อดังนี้คือ

สำหรับผู้ชายให้นั่งขัดสมาธิสำหรับผู้หญิงให้นั่งพับเพียบวางท่าสงบเรียบร้อย แล้วประนมมือขึ้นระหว่างอก น้อมจิตนึกถึงคุณพระรัตนตรัยว่า

กิริยาอันไหว้แห่งข้าพเจ้าจงมีแด่พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้าเถิด

พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า มีพระคุณหาประมาณมิได้ ขอพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า พระกรรมฐานและครูบาอาจารย์ผู้ให้กรรมฐานจงเป็นสรณะที่พึ่งแก่ข้าพเจ้า

บัดนี้ข้าพเจ้า ขอเจริญภาวนาวิปัสสนากรรมฐาน ขอเอาซึ่งวิปัสสนาญาณ และอริยมัคคะญาณเจ้าดวงประเสริฐ มาบังเกิดในจิตใจแห่งข้าพเจ้า ในอิริยาบถอันข้าพเจ้านั่งภาวนานี้เทอญ

จากนั้น วางมือลงหงายซ้อนกันไว้บนตัก มือขวาซ้อนทับมือซ้าย หลับตางับปาก หายใจเข้าออกให้สบาย ๆ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า กำหนดลมหายใจเข้าออก ขณะหายใจเข้าท้องพองขึ้น กำหนดว่าในใจว่า "พองหนอ" ขณะเมื่อหายใจออก ท้องยุบลงให้กำหนดว่าในใจว่า "ยุบหนอ"

ให้กำหนดว่า "ยุบหนอ-พองหนอ" ไปเรื่อย ๆ ให้เอาสติไปผูกไว้ที่ห้อง ปักจิตปักใจให้ดิ่งลง ดิ่งลง จนกว่าจิตจะตั้งมั่น เป็นสมาธิธรรม ให้เกิดยถาภูตญาณทัศนะคือ รู้เห็นตามความเป็นจริงของรูปนาม ต่อไปให้นั่งทำประมาณ ๕ นาที เป็นอย่างน้อย เมื่อสมควรแก่เวลา ให้ประนมมือขึ้นจบใส่หัว เป็นอันเสร็จพิธี

ผู้เจริญภาวนาวิปัสสนานี้พึงเข้าใจว่า "พอง- ยุบ" เป็น รูป หรือรูปธรรม สติ หรือ จิต ที่ตามกำหนดรู้ เป็น นาม หรือนามธรรม รูปและนามทั้ง ๒ นี้ เป็นของไม่จีรังยั่งยืน เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปหายไป เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง เป็นทุกขัง ทนได้ยาก ไม่ตั้งอยู่ตามสถานะเดิม เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับของใคร

ผู้ปฎิบัติควรพิจารณารำลึกให้รู้ ให้เห็น ตามความเป็นจริงของรูปนามว่า เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังกล่าวแล้ว ให้แจ้งชัดขึ้นในใจจนเกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัด ความขัดเคืองและความลุ่มหลงเป็นที่สุดนี่เป็นจุดมุ่งหมายของการเจริญภาวนาวิปัสสนา

เมื่อเจริญสมาธิภาวนาและวิปัสสนาภาวนาแล้ว ให้ทำความปรารถนาและแผ่เมตตาดังนี้

อิหัง ภาวนากัมมัง นิพพานะ  ปัจจะโย โหตุ เมนิจจัง

ขอผลานิสงส์แห่งการภาวนาที่ข้าพเจ้าได้จำเริญแล้วนี้ จงเป็นปัจจัยแก่พระนิพพานเที่ยงแท้เถิด

ขอบุญกุศลอันเกิดจากภาวนา ที่ข้าพเจ้าได้จำเริญแล้วนี้ จงไปบรรลุถึงท่านผู้มีอุปการคุณทั้งหลาย มีมารดาบิดาผู้บังเกิดเกล้าของข้าพเจ้าเป็นต้น จงได้รับและเสวยผลให้พ้นจากทุกข์ ให้ถึงสุข ตามสมควรแก่ฐานะของตนทุก ๆ ท่านเทอญ ฯ

ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงอยู่เป็นสุข อย่าได้มีเวร อย่าได้มีความเบียดเบียน อย่าได้มีความลำบาก จงรักษาตนให้เป็นสุข เป็นสุขเถิด ฯ

ลูกประคำ

ให้ยกลูกประคำจบใส่หัวแล้วอธิษฐานว่า อิมัง ปุสสะชีวัง อธิฏฐามิ (๓ หน)

ตก หรือ ชักลูกประคำว่า “พุทโธ” ๑ รอบ (๑๐๘ ลูก) แล้วหยุดนึกว่า พุทโธ พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยธรรมะ

ตกหรือชักลูกประคำ ว่า “ธัมโม” ๑ รอบ (๑๐๘ ลูก) แล้วหยุดนึกว่า ธัมโม พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว

ตกหรือชักลูกประคำ ว่า “สังโฆ” ๑ รอบ (๑๐๘ ลูก) แล้วหยุดนึกว่า สังโฆ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้ว

ตกหรือชักลูกประคำ ว่า “อนิจจัง” ๑ รอบ (๑๐๘ ลูก) แล้วหยุดนึกว่า นามรูปปัง อนิจจัง นามรูปนี้เป็นของไม่เที่ยง

ตกหรือชักลูกประคำ ว่า “ทุกขัง” ๑ รอบ (๑๐๘ ลูก) แล้วหยุดนึกว่า นามรูปัง ทุกขัง นามรูปนี้เป็นทุกข์

ตกหรือชักลูกประคำ ว่า “อนัตตา” ๑ รอบ (๑๐๘ ลูก) แล้วหยุดนึกว่า นามรูปัง อนัตตา นามรูปนี้เป็นของมิใช่ตน

เมื่อตกหรือชักลูกประคำหมดทุกบทแล้ว ให้ยกลูกประคำจบใส่หัว ประจุธรณ์เสียว่า “อิมัง ปุสสะชีวัง ปัจจุทธะรามิ” (ว่า ๓ หน)

เป็นเสร็จพิธีตก หรือชักลูกประคำ

เปรต

หลวงพ่อพระพุทะบาทตากผ้า (ครูบาพรหมา พรหมจักโก) ได้เล่าเรื่องเปรตไว้น่าสนใจ ควรแก่การนำไปค้นคว้าพิสูจน์หาความจริงกันต่อไปว่า ผีเปรตมีจริงหรือไม่มี

คำว่า “เปรต” หรือ “ผีเปรต” ตามคัมภีร์เปตวัตถุ กล่าวไว้ว่า เปรตมีหลายจำพวกด้วยกัน เป็นต้นว่า

ปรทัตตูปชีวิกเปรต ได้แก่เปรตที่มีชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่มีผู้บริกรรมบูชา เป็นเปรตประเภทเดียวที่ได้บุญกุศลจากผู้อื่นอุทิศให้

ขุปปิปาสิกวันตเปรต ได้แก่เปรตที่มีความหิวกระหายน้ำอาหารอยู่เป็นนิจ

นิชฌามตัณหิกเปรต ได้แก่เปรตที่ถูกไฟเผาให้เร่าร้อน อยู่ตลอดเวลา

กาลากัญจิกเปรต ได้แก่เปรตในจำพวกอสุรกาย ประเทศอันเป็นที่อยู่อาศัยมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เป็นต้นว่า ในขอบจักรวาล ในป่าหิมพานต์ ในเหว ในภูเขา ในป่าช้า ในบ้านเรือน ในวัดวาอารามทั่วไป

พวกเปรตอสุรกายนี้ชอบพากันหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่ตามที่นั้น ๆ อยู่ด้วยความหิวกระหายตลอดกัปป์ ตลอดกัลป์ จนกว่าจะหมดกรรมที่ทำไว้

เปรตบางจำพวก สมัยเมื่อเป็นมนุษย์ ได้ทำความผิดในศีลข้อ อทินนา และ กาเมสุมิจฉาจาร ครั้นตายก็ได้ไปเป็นเปรต อาศัยอยู่ตามป่าช้า ดังเรื่องเปรตเศรษฐีสองสามีภรรยา ที่ปรากฏในธรรมนิพพานสูตร อาศัยลูกหญิงสองคนพาเอาธรรมนิพพานสูตรถวายทานแล้วอุทิศผลบุญไปให้ จึงได้พ้นภาวะแห่งการเป็นเปรต แล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

บุคคลผู้ใด มีความโลภประกอบไปด้วยมิจฉาทิฏฐิ เห็นแก่ความมั่งมีไม่รู้จักพอเพียง เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่รู้จักจ่ายให้เป็นทาน ไม่มีการช่วยเหลือเผื่อแผ่เพื่อนมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน ได้กระทำผิดในศีล ๕ เป็นต้นว่า อทินนาทานและกาเมสุมิจฉาจาร มีความอาลัย ห่วงใยในทรัพย์สมบัติ และครอบครัวเป็นต้น บุคคลผู้นั้นพอตายไปก็จักได้เป็นเปรต ตามประเภทแห่งกรรมจักนำไปเสวย

หากแม้นอาลัยห่วงอยู่ด้วยวัตถุอันใด ก็จักได้ไปเป็นเปรตเฝ้าสิ่งของอันนั้น เหมือนถูกเขาผูกมัดไว้ จะหนีไปไหนก็ไม่ได้ จนกว่าจะหมดกรรม และบุคคลผู้ใด ได้กินของถวายสงฆ์ โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือได้ทำสิ่งของในวัดแตกและสูญหาย ได้ครอบงำเอาสิ่งของวัด คือของถวายสงฆ์ ผู้นั้นครั้นตายลงก็จักได้เป็นผีเปรต

เรื่องของเปรต กล่าวไว้ในเปตวัตถุ มีพิสดารกว้างขวางมากมาย ไม่สามารถจะนำมาเล่าให้หมดสิ้นได้ ในที่นี้ อาตมาจะขอนำเอาเปรตที่มีอยู่ในปัจจุบันมาเล่าให้ท่านทั้งหลายฟังสัก ๒ เรื่อง

เปรตสุก

เรื่องที่หนึ่ง เป็นเรื่อง “เปรตสุก” เรียกว่า “เปรตประทีป”

ในสมัยที่อาตมาเป็นพระภิกษุได้ ๒ – ๓ พรรษา อยู่ ณ วัดป่าเหียง เวลานั้นได้มีคนแก่คนหนึ่ง ชื่อว่า “ลุงมา” ได้มาอาศัยอยู่กับวัดเป็นเวลาหลายปี

นับว่าเป็นคนแก่ที่ดีคนหนึ่ง โดยที่แกเป็นคนไม่ถือตัว เป็นคนที่เชื่อฟังถ้อยคำของครูบาอาจารย์ และเป็นคนขยัน หมั่นปัดกวาดทำความสะอาดบริเวณวัดอยู่เสมอ

อยู่ต่อมาวันหนึ่ง ลุงมาได้ไปกวาดที่เชิงธรณีพระธาตุ ได้ทำหม้อประทีปแตกไปใบหนึ่ง แล้วลุงมาไม่ได้หามาใช้แทนให้ที่เดิม โดยที่เข้าใจว่า เป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ คงไม่เป็นอะไร

ครั้นอยู่ต่อมาไม่นาน ลุงมาก็ได้ล้มป่วยและถึงแก่มรณกรรม เมื่อแกตายก็เป็นภาระของท่านครูบาเฒ่า ท่านครูบาเฒ่าก็ได้เป็นประธานจัดการฌาปนกิจศพให้

หลังจากฌาปนกิจศพ ให้เรียบร้อยแล้ว ตกถึงตอนกลางคืนของวันนั้น เป็นเวลาดึกแล้วประมาณ ๕ ทุ่มเศษ

ท่านครูบาเฒ่าก็ได้เข้าห้องจำวัดเรียบร้อย พวกเด็กวัดและสามเณรก็พากันกลับไปหมดแล้ว

จะเหลืออยู่เพียง ๒-๓ องค์คือท่านครูบามหาวัน ท่านครูบาอินทจักรและอาตมา ซึ่งพากันดูหนังสืออยู่ในห้องนอน

ทันใดนั้น ได้ยินเสียงของท่านครูบาเฒ่าร้องตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า

“ปู่มา ปู่มา ปู่มา”

พร้อมกับได้ยินเสียงไม้แส้ฟาดถูกตู้กระจก พวกอาตมาทั้งสามก็รีบลุกขึ้นจุดเทียน แล้วพากันไปยังห้องครูบาเฒ่าทันที

พอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นครูบาเฒ่านอนหงาย มือถือไม้แส้หวายแกว่งไปแกว่งมา สังเกตดูหนังสือที่อยู่ข้าง ๆ เห็นกระจกตู้แตกไป ๒ – ๓ แผ่น

ท่านครูบามหาวันเข้าไปใกล้แล้ว ปลุกท่านครูบาเฒ่าว่า “ครูบา ๆ”

ท่านครูบาเฒ่าก็สะดุ้งตื่นแล้วพูดพึมพำออกมาว่า

“เออ....ผีตายปู่มา เราเอาไปเผาแล้ว มันก็กลับฟื้น คืนมา มีร่างใหญ่โต มีเนื้อตัวถูกไฟไหม้เกรียมเป็นแห่ง ๆ เข้ามาหา"

“ถามก็ไม่พูดไม่จา มีแต่ครางเสียงเบา ๆ เห็นแกชี้มือไปทางด้านเสื่อและหมอน ที่วางกองไว้ทางปลายเท้า”

“กูจับได้ไม้แส้หวายแล้วหวดไป ๒-๓ ที”

“เรื่องของลุงมามีอยู่ว่า เมื่อแกยังมีชีวิตอยู่ ได้ทำดวงหม้อประทีปให้แตกไปใบหนึ่ง แกก็ได้มาบอกให้กู พร้อมกันนั้น กูก็ได้อนุญาตไม่ให้เป็นบาปกรรมต่อไปแล้ว เพราะเหตุใดจึงได้เป็นเปรตอีกล่ะ”

“หรือว่าบางทีแกอาจจะทำเสื้อผ้าปูที่นอนและหมอนให้ชำรุดเสียหาย ก็อาจเป็นได้”

เป็นอันว่า ในคืนนั้นทั้งคืนอาตมาทั้ง ๓ ก็ได้นอนเฝ้าครูบาเฒ่าตลอดทั้งคืน ด้วยเกรงว่าครูบาเฒ่าท่านจะไม่สบายใจหรือจะนอนไม่หลับ

พอสว่างแล้ว ท่านครูบาเฒ่าก็ให้สามเณร ไปบอกให้ลูกหลานของลุงมาทราบเรื่อง และให้จัดหา ดวงหม้อประทีป เสื่อ หมอน และผ้าปูนอน เพื่อถวายใช้แทนของวัด เรื่องก็เงียบหายไป

เปรตดิบ

ครูบาญานะ

วัดหนองเงือก

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของเปรตดิบ ที่เรียกว่า “เปรตถ้วย”

ในสมัยเดียวกันนั้น วันหนึ่ง อาตมาได้ไปคารวะครูบาญานะ วัดหนองเงือก ท่านครูบาญานะเล่าให้ฟังว่า

เมื่อ ๒ ปีล่วงมาแล้ว ในฤดูกลางพรรษา เป็นวันเดือน ๑๑ แรม ๑๔ ค่ำ ตอนกลางคืน เวลาดึกแล้วประมาณ ๕ ทุ่มเศษ

หมาวัดประมาณ ๔ – ๕ ตัว พากันเห่าตั้งแต่ประตูวัดเข้ามาจนถึงกุฏิ สังเกตมองดูก็ไม่เห็นอะไร

ครู่หนึ่งต่อมา หมาก็เห่าติดตามออกไปทางโรงอาหาร ได้ยินเสียงเทตะกร้าสำหรับใส่ถ้วยชามเสียงดังลั่น

แล้วหมาก็เห่าเข้าไปทางประตูกุฏิของพระภิกษุสามเณรทางทิศตะวันออก มุ่งหน้าออกไปทางประตูกุฏิทางทิศตะวันตก อ้อมไปทางศาลาบาตรทางทิศเหนือ ซึ่งมีพวกอุบาสก อุบาสิกามานอนรักษาอุโบสถศีลอยู่เต็มศาลาอันยาวเหยียด

แล้วหมาก็พากันเห่าออกไปทางประตูวันด้านตะวันออกตามเดิม พวกพระภิกษุสามเณร ตลอดถึงอุบาสกอุบาสิกาที่มานอนวัด รักษาอุโบสถศีล พากันตกใจกลัวสับสนวุ่นวาย

พอสว่างแล้ว หลังจากพวกอุบาสก อุบาสิกา มารับอุโบสถศีลกันแล้ว ครู่ต่อมาก็ได้มีทิดคนหนึ่ง มีใบหน้าซีดเผือด เดินเข้ามาหา สังเกตดูก็จำได้ว่า ทิดคนนี้แต่ก่อนนี้เคยได้บวชเป็นสามเณรแล้วต่อมาได้สึกออกไป

จึงถามว่า “ทิดมาธุระอะไร รึ”

ทิดคนนั้นตอบว่า “...กระผมไม่ได้มาเอาอะไรหรอกครับ แต่ว่าเมื่อคืนที่แล้วมานี้ กระผมฝันไม่ค่อยดี ขอมาเล่าให้ครูบาฟัง”

“เออ...ดีละ เอ็งฝันอย่างไร ก็จงตั้งใจเล่าให้ฟัง” ท่านครูบาบอก

ทิดคนนั้นก็เล่าให้ท่านครูบาญานะฟังว่า “ตอนกลางคืนของเมื่อวานนี้ เวลาดึกเกือบเที่ยงคืน กระผมฝันว่ามาเที่ยววัด พอเข้าประตูใหญ่มา ก็มีพวกหมาประมาณ ๔ - ๕ ตัว มาจับกลุ่มพากันเห่ากระผม กระผมเลยเข้ามากราบท่านครูบา แล้วกระผมก็เดินเลยออกไปทางโรงอาหาร แล้วจับตะกร้าสำหรับใส่ถ้วยชามขึ้นมาเท แล้วก็เดินเข้าประตูกุฏิทางทิศตะวันออก ไปเยี่ยมดูพวกพระภิกษุสามเณร เสร็จแล้วก็ออกไปทางประตูด้านทิศตะวันตก เลยไปเยี่ยมพวกอุบาสก อุบาสิกาแก่ ๆ ที่ศาลา พวกหมาเหล่านั้นก็ตามเห่ากระผมไป จนกระทั่งกระผมได้ออกจากประตูวัดไป พวกหมาเหล่านั้นจึงได้พากันหยุดเห่า”

ท่านครูบาญานะก็นึกขึ้นได้ทันทีว่า “เออ...เจ้าทิดคนนี้ มันเป็นเปรตดิบแน่นอน”

ท่านครูบาจึงได้ถามว่า “เมื่อเอ็งยังบวชเป็นสามเณรอยู่ เอ็งได้ทำอะไรของวัดเสียหายบ้าง”

ทิดคนนั้นตอบว่า “เมื่อกระผมบวชเป็นสามเณรอยู่นั้น ได้ทำถ้วยแตกไปใบหนึ่งยังไม่ได้ใช้คืน ด้วยคิดว่า ถ้วยแค่เพียงใบเดียวคงไม่เป็นอะไร แตกแล้วก็แล้วกันไป”

“อีกอย่างหนึ่งก็เพราะ กระผมได้เห็นพวกสามเณรองค์อื่น ๆ ทำของวัดแตกเสียหายกันตั้งเยอะแยะ ก็ไม่เห็นเขาพากันใช้คืน”

“กระผมก็เลยใจเย็นตลอดมา จนกระทั่งสึกออกไปมีครอบครัวและมีลูก ๒ - ๓ คนแล้ว ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย”

“อยู่มา ๒ – ๓ วันนี้ กระผมไม่สบาย เป็นไข้ ก็ฝันมาเที่ยววัด ดังที่เล่าให้ครูบาฟังนี้แหละ”

ท่านครูบาเลยบอกว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้เอ็งจัดแจงหาถ้วยใบใหม่มาใช้คืนแก่วัดเสียนะ” ทิดคนนั้นก็รับว่า “สาธุ ดีแล้วครับ” เรื่องก็จบกันไป

เรื่องของเปรตที่อาตมาเล่ามาให้ท่านทั้งหลายฟังโดยสังเขปนี้ จุดประสงค์มุ่งหมายก็เพื่อให้ได้รู้ว่า อันสิ่งของเครื่องใช้ของวัด หรือของสงฆ์นี้สำคัญมาก เปรียบเหมือนไฟ หากใช้เป็น ก็เป็นคุณให้สำเร็จประโยชน์ได้ ถ้าใช้ไม่เป็นก็มีแต่จะให้โทษ เป็นความเศร้าหมอง และเป็นหนทางแห่ง “ผีเปรต”